|
บทที่
๖ - ปฏิกิริยาทางใจ
อยู่ในเมือง
คนมีอาชีพหาเงินทองเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครองชีวิตปกติธรรมดานั้น
ที่จะไม่เกิดเรื่องกระทบใจเลย เป็นอันว่าหมดหวัง
แต่การที่จำเป็นต้องมีเรื่องกระทบใจนั้นเอง
ทำให้เราหวังใหม่ได้ว่าจะใช้มันเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือวิปัสสนา
เพราะหลักการหนึ่งของวิปัสสนานั้น คือให้ดูว่าปฏิกิริยาทางใจเป็นของเกิดขึ้นชั่วคราว
เกิดแล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา บังคับบัญชาให้อยู่หรือไปทันใจไม่ได้
เพราะมันไม่ใช่สมบัติของเรา ต่างจากหลอดไฟที่กดปุ่มก็สว่างขึ้นหรือมืดลงตามปรารถนา
ถ้าไม่มีเรื่องกระทบใจให้เกิดปฏิกิริยาทางใจ
ก็แปลว่าขาดเครื่องมือเจริญวิปัสสนาในส่วนนี้ไป ฉะนั้นแทนที่จะหน้าหม่นทนรับเรื่องกระทบ
ก็ขอให้ดีใจในความเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ได้เครื่องมือแบบนี้มา
ตามหลักวิปัสสนา
คุณต้องทราบว่าปฏิกิริยาทางใจไม่ใช่ของเกิดขึ้นลอยๆ เพราะมันไม่มีตัวตนอยู่ก่อน
แต่เป็นผลที่เกิดจากการกระทบกันระหว่างใจกับ อะไรอย่างหนึ่ง
ที่เป็นต่างหากจากใจ อย่างเช่นอักษรบรรทัดปัจจุบันนี้ จัดเป็นเครื่องกระทบใจชนิดหนึ่ง
ตราบใดที่สายตาคุณยังกวาดไปเรื่อย และรู้เห็นว่าหนังสือพูดอะไรกับคุณ
คุณจะเข้าใจคำว่า
อะไรอย่างหนึ่ง ที่เป็นต่างหากจากใจนั้นได้ชัดขึ้น
ถ้าทราบว่า แม้แต่ระลอกความคิดหนึ่งๆก็ถือเป็นสิ่งกระทบใจ นี่คือความจริง
ความคิดเป็นต่างหากจากใจ ถูกใจรู้ได้ว่าเมื่อใดสงบจากความคิด
เมื่อใดคลื่นความคิดกระเพื่อมขึ้นมา
ฉะนั้นถึงแม้ว่าปลีกตัวออกมาจากที่ทำงาน
ห่างหน้าจากคู่รักคู่แค้นทั้งหลายมาห่างโขแล้ว ก็อย่าเพิ่งนึกว่าจะไม่มีเครื่องกระทบใจให้เกิดปฏิกิริยา
ความคิดที่ติดตามคุณไปทุกหนทุกแห่งนั่นแหละ เข้ากระทบในทางดีร้ายกับใจของคุณมากที่สุด
เพราะฉะนั้นถ้าดักสังเกตกันที่ปฏิกิริยาอันเกิดจากความคิดกระทบใจได้
ก็เท่ากับคุณได้ทำวิปัสสนาบ่อยที่สุด
บทนี้จะขอให้คุณสังเกต
เฉพาะปฏิกิริยาทางใจเด่นๆ อันเกิดจากการที่ตาถูกรูปทรงสีสันเข้ากระทบ
หูถูกส่ำเสียงสำเนียงใดเข้ากระทบ จมูกถูกกลิ่นอายเข้ากระทบ ลิ้นถูกรสชาติอาหารเครื่องดื่มเข้ากระทบ
กายถูกของกระด้างของอ่อนนุ่มเข้ากระทบ และใจถูกความคิดหนักเบาเข้ากระทบ
คำว่า
ปฏิกิริยาทางใจเด่นๆ นั้น ย่นย่อลงแล้วก็เหลือให้ระลึกเข้าใจง่ายๆคือ
ชอบ กับ ชัง แค่นั้นเอง
ขอให้สังเกตเถิดว่าเรารู้สึกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ แปลความหมายทางใจออกมาเป็นคำพูดก็ได้เพียงชอบกับชังเท่านี้แหละ
หากสังเกตละเอียดลงไป
ก็อาจเห็นลึกซึ้งลงไป ว่าชอบกับชังเท่านี้ อาจจำแนกเป็นกิเลสได้พิสดารพันลึก
กล่าวคือความชอบใจนั้นจะมีกระแสดึงดูดอยากได้มาเป็นของเรา กระแสใจนี้เป็นฝ่ายเดียวกับราคะหรือความโลภอยากได้
ส่วนความมีใจชังนั้นจะก่อกระแสผลักไสอยากขับไล่ให้พ้นหน้าเราไป
กระแสใจนี้เป็นฝ่ายเดียวกับโทสะหรือการคิดทำลาย
ทั้งชอบทั้งชังนั้น
เหมารวมได้เป็นก้อนเดียวกันคือความหลง ใจคนเราถูกห่อหุ้มด้วยความหลงกันมาแต่เกิดโดยไม่รู้ตัว
ก็เพราะถูกความชอบกับความชังนี้แหละรุมเร้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ฉะนั้นหากเฝ้าจดจ่อรอดูความชอบและความชังดับไปตามธรรมชาติ ใจก็จะคลายจากอาการลุ่มหลงมัวเมาต่างๆจนหายขาดในที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น
บางคนสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเพราะเสียงหมาเห่า หากมีแต่ความชังในเสียงกระทบหู
ก็จะนอนเครียดไม่หลับลงได้เป็นชั่วโมงเพราะแค้นแน่นจุกอก แต่หากเอาเสียงหมาเห่าเป็นเครื่องเจริญสติ
ตั้งมุมมองไว้ว่าสักแต่เป็นเสียงกระทบแก้วหู แต่ไม่กระทบตัวเรา
ลองสังเกตดูใจจะพบว่าปฏิกิริยาโต้ตอบเป็นชิงชังนั้นลดลง ยิ่งเวลาผ่านไปใจจะยิ่งเฉยมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้เสียงหมาเห่าจะยังดังเท่าเดิมก็ตาม เมื่อสติเกิดเต็มที่แล้ว
จะเห็นว่าความเฉยเกิดขึ้นเป็นปกติ แม้ในคืนต่อๆมาจะมีเสียงหมาเห่า
สติที่อบรมไว้แล้วก็จะทำให้ใจไม่สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงหมา
อาจจะรู้สึกตัวขึ้นเพียงนิดเดียวก็จะมีอาการวางเฉยในเสียงปรากฏแทนความรำคาญ
และความวางเฉยนั้นจะทำให้กลับหลับลงต่อได้อย่างดี นี่คือผลดีที่เห็นได้ชัดของการสังเกตปฏิกิริยาทางใจจนวางเฉยเสียได้
เบื้องต้นในชั้นอนุบาลฝึกหัด
ขอให้ลองเป็นนักรู้อายุขัยของปฏิกิริยาทางใจ เล็งไว้เลยว่าปฏิกิริยาทางใจทุกชนิดมีอายุของตัวเอง
อาศัยจำนวนลมหายใจเข้าออกเป็นตัวนับ กล่าวคือพอชอบหรือชังอะไรขึ้นมา
ก็เริ่มนับไปเลยว่าปฏิกิริยาทางใจนั้นเกิดกับลมหายใจที่หนึ่ง
ดูไปๆว่ามันจะหมดอายุ หมดสภาพแสดงตัวตรงลมหายใจที่เท่าไหร่
เมื่อฝึกแรกๆคุณอาจพบว่าพอรู้ลมหายใจปั๊บ
ความชอบความชังก็ดับไปทันที แปรเป็นความอึดอัดเพราะบังคับใจให้รู้ลมเข้าออกแทน
แต่เมื่อทำเหมือนเรื่อยๆเล่นๆหลายครั้งเข้า ก็จะเริ่มชิน และพบว่าความชอบความชังนั้นเป็นอาการทางใจ
เป็นของภายใน ต้องเห็นจากใจเท่านั้น ส่วนการรู้ลมหายใจเป็นของภายนอก
รู้ผ่านผัสสะทางกาย
พอสติสัมปชัญญะของคุณรู้แบบแยกชั้น
ก็จะไม่รบกวนกัน ปฏิกิริยาทางใจเกิดขึ้นในภายในก็แสดงตัวอยู่ข้างใน
ลมหายใจเกิดขึ้นที่ภายนอกก็แสดงตัวอยู่ภายนอก ถึงตรงนี้คุณจะรู้โดยไม่อึดอัด
และที่สำคัญคุณจะไม่ผลีผลามพูดหรือทำอะไรตามความชอบชังบันดาลในขณะนั้น
คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเห็นความชอบความชังในใจ
เพราะชอบหรือชังแล้วก็กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ สืบเนื่องให้เกิดคำพูดหรือการกระทำตามอยากทันที
ต่อเมื่อหัดใช้ลมหายใจช่วยเป็นตัววัดว่าอายุขัยมากน้อยเพียงใด
คุณก็จะเริ่มดูความชอบความชังเป็น และเมื่อดูเป็นจนชำนาญ คราวนี้คุณไม่ต้องอาศัยลมหายใจเข้ามาช่วยแล้ว
แต่สามารถดูความเกิดดับของความชอบความชังได้ตรงๆทีเดียว
สรุป
ถึงตรงนี้จะเห็นว่าเมื่อเข้าใจวิปัสสนาอย่างแท้จริงล่ะก็
คุณอาจปฏิบัติได้ตลอดเวลา แม้ขณะที่คนอื่นเขานึกว่าคุณกำลังนั่งเล่นทอดหุ่ยดูลมชมดาว
หรือแม้กระทั่งขณะที่คุณกำลังพูดคุยเฮฮาอยู่กับเขา ไม่ใช่จะต้องไปปฏิบัติวิปัสสนากันที่วัดหรือในห้องพระที่บ้านเท่านั้น
|