|
บทที่
๓ - การฝึกหายใจเพื่อยกระดับสติ
บทนี้เรามายกระดับสติขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ด้วยวิธีสังเกตลมหายใจที่ต่างไปนั่นเอง คุณไม่ต้องลำบากลำบนฝึกดัดตัวแบบโยคะให้ยุ่งยาก
เพียงแค่ทราบว่าจะสังเกตลมหายใจอย่างไรก็พอ
เอาเดี๋ยวนี้เลยก็แล้วกัน
ถ้าให้ถามตัวเองว่าลมหายใจสุดท้ายที่ผ่านมาเป็นสั้นหรือยาว หากตอบไม่ถูกแปลว่าสติของคุณไม่อยู่ที่ลมหายใจ
และมีความโน้มเอียงว่าจะเป็นลมสั้น ทั้งนี้ก็เนื่องจากสติของคุณใช้ไปในการตามอ่านข้อความบนหน้าหนังสือนั่นเอง
แต่มาถึงตรงนี้
จะเห็นว่าทันทีที่มีข้อความสะกิดให้สังเกต
ลมหายใจของคุณจะยาวขึ้นทันที ทั้งที่ยังไม่ได้ละสายตาไปจากหน้าหนังสือ
ทั้งนี้เพราะเมื่อมีอะไรมากระตุ้นให้เกิดสติระลึกถึงลมหายใจ
สตินั้นจะปรุงแต่งลมให้ยาวขึ้นโดยอัตโนมัติ ตรงนี้ขอให้สังเกตด้วยว่าในทางกลับกัน
คนเราจะมีสติรู้ลมหายใจก็ต่อเมื่อลมยาวเท่านั้น แต่ลมสั้นไม่ค่อยรู้หรือไม่รู้เอาเลย
ระหว่างที่อ่านบรรทัดนี้คุณหายใจเข้ายาวหรือว่าสั้น?
ยาวคือรู้สึกบอกตัวเองว่ามันลากยาว อาจจะเท่ากับหรือมากกว่าเมื่อครู่
ส่วนสั้นคือรู้สึกว่าหดลงจนสังเกตยาก หากถูกถามแล้วลากลมหายใจเข้าลึกขึ้นกว่าปกติก็ไม่เป็นไร
แต่เอาแค่ทีเดียว อย่าพยายามหายใจลึกๆติดกันหลายๆที
เพราะการฝืนหายใจลึกๆหรือถี่ๆไม่ใช่การยกระดับสติ แต่เป็นการกดคุณภาพสติให้ตกต่ำลง
เมื่อทราบว่าย่อหน้าที่แล้วหายใจยาวหรือสั้น
ลองถามตัวเองอีกทีว่าระหว่างอ่านย่อหน้านี้ยังยาวอยู่หรือไม่
อย่าเสียใจถ้าสั้นลง อย่าดีใจถ้ายาวขึ้น เพราะแนวปฏิบัตินี้ไม่มีอะไรผิดหรือถูก
มีแต่เห็นว่ากำลังปรากฏอะไรให้สังเกตรู้ตามจริงเท่านั้น
จะเห็นว่าคุณอาจพักการอ่านชั่วแวบเล็กๆเพื่อรู้ลมหายใจได้
โดยสายตาแทบไม่ต้องละไปจากหน้ากระดาษแต่อย่างใด กล่าวคือเมื่อรู้ลมหายใจ
สติอาจขาดไปจากตัวหนังสือและความหมายที่มากับตัวหนังสือชั่วระยะเวลาสั้นๆ
แต่พอรู้ลมเสร็จสายตาก็กลับมาจดจ่อกับข้อความต่อได้อีก และสามารถรู้เนื้อความในหนังสือสืบเนื่องกันเป็นสายน้ำด้วย
การระลึกรู้ลมหายใจเป็นพักๆไม่ได้รบกวนงานที่ทำอยู่ตรงหน้า
มิใช่ทำงานสองอย่างพร้อมกันให้ขาดสติ เพราะแม้ทำงานโดยไม่ระลึกรู้ลมหายใจ
สติของคนทั่วไปก็ขาดตอนเป็นประจำอยู่แล้ว หากคุณฝึกที่จะถามตัวเองด้วยสติธรรมดาๆ
เช่นขณะอ่านหนังสือย่อหน้าหนึ่งๆนั้น คุณหายใจยาวหรือสั้น ก็อาจกลายเป็นตัวอย่างของสติระหว่างการทำงาน
และวิธีเดียวกันนี้ช่วยให้การทำงานของคุณได้รับการยกระดับขึ้นกว่าเคยหลายเท่าด้วยซ้ำ
ถึงย่อหน้านี้คุณควรเริ่มรู้สึกถึงความสงบ
และมีจิตใจฝักใฝ่ที่จะรับรู้ลมหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าเป็นลมหายใจยาวจะทราบชัดเป็นพิเศษ
และเมื่อทราบชัดเป็นพิเศษก็พลอยให้กายดึงลมยาวขึ้นกว่าปกติ
นี่คือธรรมชาติการทำงานของจิต ขอเพียงมีเป้าให้ปักใจลงไป
เป้านั้นจะเริ่มชัดขึ้นตามลำดับ เพราะใจฝักใฝ่กับสิ่งใด ย่อมรู้เข้าไปในสิ่งนั้นลึกซึ้งและกว้างขวางตามเวลาที่ผ่านไป
พอสติดีขึ้นก็ปรุงกายให้มีคุณภาพดีตาม อย่างเช่นที่เห็นได้จากลมหายใจยาวกว่าธรรมดานี่เอง
เมื่อมาถึงย่อหน้านี้
หากลมหายใจของคุณสั้นลงแล้วยังสามารถรู้ได้ชัดว่าลมหายใจกำลังอยู่ในช่วงสั้น
แปลว่าจิตของคุณเกิดภาวะผู้รู้ ผู้เฝ้าดูลมหายใจทั้งปวงแล้ว
กล่าวคือหายใจออกก็มีสติรู้ว่าหายใจออก หายใจเข้าก็มีสติรู้ว่าหายใจเข้า
หายใจยาวก็มีสติรู้ว่าหายใจยาว หายใจสั้นก็มีสติรู้ว่าหายใจสั้น
คุณจะเห็นสภาพจิตตัวเองแปลกไป คือในขณะหายใจ จะเหมือนรับรู้เข้ามาในขอบเขตทางกายได้ชัดขึ้นกว่าเดิม
ครอบคลุมกว้างขวางกว่าเดิม
ณ จุดนี้ขอให้สังเกตว่าถ้าขณะหายใจเข้าคุณพองหน้าท้องออกนิดหนึ่ง
สติที่กำลังดีจะทำให้เกิดความรู้ขึ้นเองว่าหายใจยาวด้วยอาการพองหน้าท้องอย่างไรจึงสบาย
ปล่อยลมออกจากอกอย่างไรจึงยังคงรักษาความสบายไว้ได้ในระดับเดิมอยู่อีก
ที่ย่อหน้านี้ขอให้สังเกตดูว่าความสบายนั้นมีอายุขัยสั้นยาวเพียงใด
บางคนอาจสบายแค่ช่วงหายใจเข้า บางคนอาจสบายแค่ช่วงหายใจออก บางคนสบายได้ตลอดตั้งแต่เริ่มเข้าและจนออกสุด
อย่าไปให้ความสำคัญว่ามันยาวแค่ไหน ขอให้รู้แน่ๆตามจริงก็แล้วกัน
การเข้าไปรู้ถึงความสบายหรือความอึดอัดตามจริงนั้น
เรียกว่าคุณได้ทราบชัดในสิ่งที่ละเอียดกว่าลมหายใจแล้ว นี่เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของวิปัสสนา
คือมีสติรู้ไล่จากสิ่งหยาบไปหาสิ่งละเอียด เพื่อความตระหนักยิ่งๆขึ้นว่าทั้งภาวะหยาบและละเอียดนั้น
ต่างก็เป็นสิ่งมีอายุขัยทั้งสิ้น ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น
ควรอาศัยเป็นเครื่องระลึกรู้เท่านั้น
หากสายตาละจากหนังสือแล้วคุณยังรู้สึกว่าสติไม่ไปไหน
ยังคงปักหลักอยู่กับการรู้ว่าลมหายใจเข้าหรือลมหายใจออก รวมทั้งทราบด้วยว่าความสบายเกิดขึ้นนานเพียงใด
วัดได้ด้วยจำนวนลมหายใจกี่ครั้ง ตรงนี้เรียกว่าระดับสติพัฒนาจากการเห็นรูปธรรมตามจริง
เลื่อนขั้นขึ้นมาเห็นนามธรรมตามจริงด้วยแล้ว
การทำวิปัสสนานั้น
สำคัญมากที่เราจะต้องเห็นทั้งรูปและนาม เพราะถ้าเห็นรูปอย่างเดียวก็จะรู้ตามจริงส่วนหนึ่ง
แล้วยังไม่รู้จริงอีกส่วนหนึ่ง ในทางกลับกันหากเห็นนามอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ
ต้องเห็นรูปด้วย จึงจะเรียกว่าเห็นตามจริงได้ครบถ้วน
วิปัสสนาที่ดีและมีคุณภาพนั้น
ควรเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ พูดง่ายๆว่าให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ไม่ควรตั้งใจบังคับให้เกิดขึ้นตลอดเวลา
โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ เพราะนั่นอาจเป็นการฆ่าตัวตายบนเส้นทางวิปัสสนาเสียตั้งแต่แรกเริ่ม
การรู้เหมือนทำเล่นยามว่าง แต่ทำบ่อยเหมือนงานอดิเรกชิ้นโปรดที่สุดในชีวิต
จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดความคืบหน้าไปเรื่อยๆ คุณจะพบว่าตัวเองเริ่มฝักใฝ่ลมหายใจ
และมีความสังเกตสังกาเกี่ยวกับความสบายกายสบายใจมากขึ้น เพราะเห็นด้วยสติรู้ตามจริงว่าการเข้ามากำหนดดูอยู่ในขอบเขตกายใจนั้นมีแต่ด้านที่เป็นคุณ
มีแต่ทำให้นิสัยทำร้ายตนเองและทำร้ายคนอื่นลดลงทุกที
ตอนยังไม่เริ่มลงมือจะมองไม่ออกเลยว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร แต่ขอให้ทดลองเถิด
เพียงไม่กี่วันจะทราบด้วยตนเองว่าวิปัสสนามีค่ากับชีวิตอย่างมหาศาลปานใด
ภาวะรู้ชัดว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกอยู่นั้นไม่มีความน่าเบื่อ
ไม่มีความรู้สึกอึดอัด หากฝึกระหว่างอ่านบทนี้แล้วเบื่อหน่ายหรือรู้สึกอึดอัด
ขอให้ใช้ย่อหน้านี้เป็นหลักตั้งต้นใหม่ นับหนึ่งใหม่โดยการสังเกตว่าคุณตั้งใจหรือคาดหวังมากเกิน
รู้เล่นๆสบายๆ' หรือเปล่า?
สติที่พอดีกับการรู้ลมหายใจปัจจุบัน
เกิดขึ้นจากการกำหนดว่าจะ รู้ได้เท่าที่รู้d ถ้าหากอยากรู้เกินกว่าจะรู้ได้
ผลคือความอึดอัด รู้สึกเคร่งเครียด และไม่อยากพากเพียรทำต่อไปให้มากกว่านี้อีก
ในทางตรงข้าม
หากค่อยๆรู้ขึ้นมาจากระดับที่พอดีกับสติของตัวเอง จะเกิดความสบาย
สงบ หรือกระทั่งสว่างสดใส รู้สึกสนุก จะกลายเป็นกำลังใจให้อยากมุมานะเพื่อความก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปอีก
แม้วางหนังสือลงแล้วก็ยังไม่อยากเลิก
สรุป
บทนี้เราใช้ข้อความในหน้าหนังสือเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้คุณเกิดสติรู้ลมหายใจขึ้นมาตรงๆ
และการรู้ลมหายใจตามหลักวิปัสสนานั้น ไม่ใช่แค่รู้ทื่อๆว่ากำลังหายใจ
แต่ให้รู้ด้วยว่าหายใจออกหรือหายใจเข้า หายใจยาวหรือหายใจสั้น
คนเราจะรู้แค่ลมหายใจยาว ส่วนลมหายใจสั้นไม่รู้ บทนี้ช่วยชี้ให้คุณดูว่าหากรู้แม้กำลังหายใจสั้น
ก็จะทำให้เกิดสภาพสติสัมปชัญญะระดับใหม่ขึ้นมา
สติสัมปชัญญะที่สามารถรู้ครอบคลุมกว้างขวางทั้งภาวะยาว สั้น
หยาบ ละเอียด ได้อย่างต่อเนื่องนี้เอง ที่เราต้องการอย่างยิ่งยวดในงานวิปัสสนาขั้นสูงขึ้นต่อๆไป
|