|
บทที่
๒ - เขาเริ่มทำวิปัสสนากันอย่างไร?
นักวิปัสสนาที่ดีจะเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง
ซึ่งหมายความว่าถ้าใครอ่านบทที่ ๑ ไปแล้ว และตอนนี้คุณตอบได้ว่าวิปัสสนาคืออะไรเหมือนที่สรุปไว้ตอนท้ายของบท
ก็ถือว่าคุณออกเดินก้าวแรกแล้วเรียบร้อย
คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าการทำวิปัสสนาคือการนั่งหลับตาปั้นหน้าขรึม
หรือการเดินจงกรมที่ข้างกำแพงวัด อันนั้นเป็นเพียงภาพส่วนย่อยที่อาจจะเด่นหน่อย
ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด วิปัสสนาที่แท้จริงของผู้ช่ำชองนั้น อาจทำกันขณะกำลังนั่งเอาตะเกียบพุ้ยข้าวเข้าปากก็ได้
หรือหลังจากเพิ่งแหกปากหัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสร็จก็ได้ หรือกระทั่งน้ำตาอาจจะยังไม่ขาดสายก็ได้
เมื่อใดมีสติรู้ตามจริงขึ้นมาว่าสิ่งที่กำลังปรากฏมีความไม่เที่ยง
เป็นของที่บังคับดังใจไม่ได้ เมื่อนั้นเองที่เรากำลังอยู่ในวิปัสสนา
ลองนึกถึงคำว่า
ได้สติ ดู คำนี้ทำให้คุณนึกถึงอะไร? ขอให้เอาตัวอย่างจากชีวิตประจำวันของตัวเอง
บางคนอาจนึกถึงการเหม่อลอยขณะขับรถ ก่อนจะเหม่อจนพารถตกถนนก็เกิดสติว่ากำลังขับรถ
เลิกวาดวิมานในอากาศหรือหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องนอกถนนเสียได้
เป็นต้น ที่บรรทัดนี้ของหนังสือเล่มนี้ขอให้คุณนึกให้ออกว่าการ
ได้สติ สำหรับคุณหมายถึงสิ่งใด มันอาจหมายถึงการรู้สึกตัวว่าขณะนี้คุณกำลังอ่านหนังสือ
และตั้งคำถามถามตนเองอยู่ก็ได้
แต่ในขณะที่คุณได้สติรู้สึกว่ากำลังขับรถ
หรือได้สติรู้สึกว่ากำลังถูกถามให้ย้อนคิด คุณยังไม่รู้ว่าจะดูตรงไหน
จึงจะเห็นว่ามันเป็นของไม่เที่ยง ของควบคุมไม่ได้
อย่างนั้นเรามาดูสาธิตกันเดี๋ยวนี้เลย
เอาความรู้สึกว่าไม่รู้จะดูตรงไหนนั่นแหละมาใช้ ถ้าหากคุณรู้สึกงงๆ
สงสัย ตั้งคำถาม หรือคิดควานหาคำตอบอยู่ล่ะก็ ขอแสดงความยินดีด้วย
เพราะความรู้สึกนั้นแหละที่เราต้องการ
สภาพงงๆ
ตื้อๆตันๆ ไม่รู้จะดูอะไร สงสัยว่าทำกันท่าไหนนี้ ทางวิปัสสนาเรียกว่าเป็นเครื่องขวางความก้าวหน้าหรือ
นิวรณ์ ชนิดหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ให้หลักวิธีจัดการไว้
คือให้มีสติรู้ตามจริงว่าจิตของเรากำลังตกอยู่ในสภาพถูกครอบงำด้วยความสงสัย
ขณะของการรู้ว่ากำลังสงสัยนั่นเอง เรียกว่าเกิดสติรู้ตามจริงขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว
คือรู้ว่ามีภาวะชนิดหนึ่งปรากฏอยู่
แต่ที่จะเห็นจริงแบบหลุดจากการครอบงำของความสงสัยได้นั้น
ไม่ใช่แค่เห็นลักษณะความสงสัยตั้งอยู่เท่านั้น คุณต้องเห็นลักษณะการหายตัวไปของความสงสัยด้วย
คำถามคือทำอย่างไรสภาวะสงสัยจึงหายไป
คำตอบคือให้หายใจทีหนึ่ง ทันทีที่คุณบอกตัวเองได้ว่าคุณกำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก
แปลว่าวินาทีนั้นความสงสัยหายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยสติรู้ว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก
เมื่อสติหลุดจากความรับรู้ลมหายใจ ความสงสัยหรือใคร่รู้ก็จะกลับมาอีก
ตรงนี้ คือจุดให้สังเกตความต่างระหว่างภาวะสงสัยกับไม่สงสัยได้
ณ วินาทีที่คุณบอกตัวเองว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกได้นั้นเอง
ให้สำรวจดูเถิด ภาวะเดิมคือความสงสัยที่กระเดียดไปในทางอึดอัดเป็นทุกข์
จะแปรเป็นภาวะใหม่คือความหมดพะวงอันกระเดียดไปในทางปลอดโปร่งเป็นสุข
เพียงเมื่อเห็นว่าภาวะที่กำลังสงสัย กับภาวะหายสงสัยชั่วคราว
แตกต่างกันอย่างไร ก็เรียกว่ามีสติแบบวิปัสสนาอย่างอ่อนๆแล้ว
ทั้งนี้เนื่องจากความรู้สึกว่าเมื่อกี้จิตเป็นอย่างหนึ่ง ตอนนี้จิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ก็คือการเห็นจิตในอดีตผ่านล่วงไปแล้ว จบไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว
ไม่ใช่ปัจจุบันแล้ว ซึ่งตามธรรมชาตินั้น เมื่อจิตเห็นสิ่งใดหายไป
ย่อมไม่สำคัญว่าสิ่งนั้นเป็นตน
ตรงนี้น่าสนใจ
คือน่าสังเกตว่าแล้วจิตเห็นสิ่งใดเป็นตน? คำตอบก็คือสภาพที่กำลังเป็นปัจจุบัน
กำลังปรากฏเฉพาะหน้าอยู่นี่เอง อย่างเช่นเมื่อเปรียบเทียบภาวะสงสัยกับภาวะไร้ความสงสัย
ก็จะเห็นอาการที่จิตเลิกเกี่ยวข้องพะวงกับความสงสัยอันเป็นอดีตไปแล้ว
แต่กลับมายึดมั่นความไม่สงสัยในปัจจุบันเป็นตัวเป็นตนแทน
ถ้าเข้าใจตรงนี้ชัดเจน
รวมทั้งสังเกตออกว่าอะไรคือภาวะในปัจจุบันที่เรากำลัง เข้าใจผิด
หรือ มองไม่เห็นตามจริง ก็ถือว่าคุณเข้าใจหลักพื้นฐานของวิปัสสนาชัดเจนพอสมควรแล้ว
ลำดับต่อไปที่ต้องรู้ก็คือ
มีอะไรในตัวเราให้ดูบ้าง? คำตอบคือทั้งหมดที่เป็นส่วนของกาย
และทั้งหมดที่เป็นภาวะทางใจ ล้วนแล้วแต่ถูกรู้ด้วยสติแบบวิปัสสนาได้ทั้งสิ้น
แต่บอกแค่นี้ก็จะงงอีก
คืองงว่าจะดูกายใจทั้งหมดได้อย่างไร เหมารวมทีเดียวเลยหรือ?
คำตอบคือให้แยกดูเป็นส่วนๆก่อน เพราะการเห็นทั้งหมดในคราวเดียวไม่มี
และเป็นไปไม่ได้ จึงควรดูเท่าที่จะสามารถดูได้เท่านั้นพอ
คราวนี้อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุด
คือจะดูส่วนไหนก่อนดี? พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ดูลมหายใจมากที่สุด
เพราะลมหายใจเป็นที่พึ่งได้ เป็นตัวฉุดสติได้ เป็นตัวเลี้ยงสติได้
อีกทั้งเป็นตัวทำให้เกิดสติเห็นความไม่เที่ยงตามจริงได้ด้วย
อย่างที่เคยกล่าวไว้ก่อน
คือแค่เรารู้ธรรมดาๆว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก ตรงนั้นเรียกว่ามีสติ
เมื่อใดมีสติเมื่อนั้นความสงสัยและความฟุ้งซ่านย่อมถูกแทนที่ได้ชั่วคราว
ดังนั้นจึงน่าปลูกฝังความพอใจในการรู้ทันว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกให้มาก
เพื่อแย่งพื้นที่ของจิตเอามาให้กับสติ มากกว่าการปล่อยให้ความสงสัยและความฟุ้งซ่านครอบครองไป
เมื่อใดใจฝักใฝ่อยู่กับลมหายใจ
คุณจะรู้สึกว่าอาการ หลุดหายไปจากโลก นั้นกินเวลาสั้นลง และจิตอยู่ในสภาพพร้อมจะไปรู้รายละเอียดส่วนอื่นๆของกายใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาสำหรับคนส่วนใหญ่คือไม่สามารถปลูกฝังความพอใจ
หรือกระทั่งเตือนสติให้ตนเองเข้ามารู้ลมหายใจหรือรายละเอียดอื่นๆในกายใจได้ง่ายดายนัก
บทต่อไปจะเสนออาวุธที่จะใช้ในการขจัดอุปสรรคข้อนี้
สรุป
การเริ่มลงมือทำวิปัสสนานั้นไม่ใช่เรื่องยาก
แค่ทันทีที่เข้าใจว่าจะให้กำหนดจิตดูอะไร ขณะนั้นก็ถือว่าใช่แล้ว
เช่นเปรียบเทียบให้เห็นภาวะต่างระหว่างความสงสัยกับความไม่สงสัยเป็นต้น
เครื่องทุ่นแรงที่จะเอาคุณออกจากจุดเริ่มต้นได้คือลมหายใจ ขอเพียงมีสติรู้ลมหายใจแค่ทีเดียว
ก็เปรียบเหมือนผนังกั้นแบ่งภาวะสงสัยกับภาวะไม่สงสัยแยกเป็นต่างหากจากกันให้รู้ได้ง่ายแล้ว
บทต่อๆไปจะกล่าวถึงอุบายเบื้องต้นเพื่อทำวิปัสสนาให้ได้ต่อเนื่อง
และเราจะฝึกกันระหว่างอ่านหนังสือนี่เลยทีเดียว!
|