 |
คำนำ
วิปัสสนานุบาล เป็นคำสนธิระหว่าง
วิปัสสนา กับ อนุบาล หมายความว่าเนื้อหามุ่งกลุ่มผู้เริ่มสนใจการปฏิบัติธรรมภาวนา
อาจจะยังไม่เคยรู้อะไรเลย หรือเคยได้ยินคำว่าวิปัสสนามาบ้างแล้ว
แต่ยังไม่กระจ่างแจ้งนักว่าคืออะไร ต้องเริ่มทำอย่างไร
ขนาดของหนังสือคงสร้างกำลังใจให้ผู้ที่ยังไม่มีความรู้พื้นฐาน
ได้เห็นว่าน่าจะสามารถอ่านรวดเดียวจบภายในเวลาไม่นานนัก หน้าที่ของหนังสือเล่มนี้คือนำคุณออกมาจากจุดเริ่มต้นด้วยเวลาน้อยที่สุด
หรือถ้าเริ่มต้นมาบ้างแล้วแต่สับสน ก็ปรับมุมมองของมือใหม่ให้เห็นวิปัสสนาต่างไปจากที่ส่วนใหญ่คิดๆกัน
คือเปลี่ยนเรื่องไกลตัวเป็นเรื่องในตัว เปลี่ยนยากเป็นง่าย เปลี่ยนเครียดเป็นสบาย
เปลี่ยนภาระเป็นของเล่น เปลี่ยนสงสัยเป็นเข้าใจ และเปลี่ยนซับซ้อนเป็นเรียบง่าย
ชนิดที่ว่าสายตายังไม่ทันละจากหน้าหนังสือ ก็อาจเริ่มเห็นอะไรขึ้นมาเลาๆว่านักวิปัสสนาในวัดหรือในป่าเขาเกิดประสบการณ์กันอย่างไร
แม้หน้าที่ของหนังสือจะเป็นไปดังกล่าวข้างต้น
ก็ขอทำความเข้าใจไว้ตรงนี้ ว่าหนังสือเองไม่มีความสามารถทำให้ผู้อ่านกลายเป็นนักวิปัสสนาขึ้นมาด้วยบรรทัดใดบรรทัดหนึ่ง
แต่ขอรับรองว่าถ้าเข้าใจ วิปัสสนา จริงๆล่ะก็ แม้ไม่หวังก็จะรู้จักความสงบที่น่าอัศจรรย์
แม้ไม่หิวกระหายก็จะได้ลิ้มรสแห่งศานติอันประหลาดล้ำ
เพียงสงบได้ในท่ามกลางความวุ่นวายและเครื่องเร้าให้เร่าร้อน
ก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิตแล้วมิใช่หรือ?
ถ้าจะเอาเป็นคำแปล
วิปัสสนาแปลได้หลายแบบ แต่ถ้าถามว่าวิปัสสนาคืออะไร เอาคำตอบชนิดสื่อใจถึงใจ
ก็ต้องว่าวิปัสสนาคือ เห็นตามจริง
ลองนึกดู
คำว่า เห็นตามจริง ทำให้คุณมีปฏิกิริยาทางความรู้สึกเป็นอย่างไร?
คุณนึกถึงอะไรจากการอ่านคำว่า เห็นตามจริง
บ้าง?
หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นภาษาไทย
คุณอ่านภาษาไทยออก นี่คือข้อเท็จจริงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้นถ้าบอกว่าคุณกำลัง
คิดเป็นภาษาไทย
ก็ย่อมถูกต้องตามจริง ใครเข้าใจว่าตัวเองกำลังคิดเป็นภาษาไทย
ก็ขอแสดงความยินดีด้วย คุณเข้าใจถูกแล้ว คุณกำลังเห็นตามจริงแล้ว
แต่ถ้าถามว่า
คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า? ตรงนี้อาจเริ่มยากกว่าคำถามข้อก่อน
เพราะมันขึ้นอยู่กับมุมมองว่าคุณถือตัวเองเป็นคนชาติไหน
ถ้ามีใครบังคับให้คุณยอมรับว่าเป็นไทย ในขณะที่ใจอยากคิดว่าเป็นคนจีนหรือมีเชื้อสายจีนเข้มข้นกว่า
อย่างนี้แปลว่าต้องนั่งเถียงกันแล้ว และไม่ว่าใครจะงัดเอาเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนความคิดตัวเองมายันกันยกใหญ่ปานใด
ก็สรุปที่จุดเดียวคือเชื่ออย่างไรก็มีความจริงอยู่อย่างนั้น
คำถามคือ
ในเมื่อความจริงผูกอยู่กับความเชื่อ อย่างนี้การเห็นตามจริงที่แท้ก็ไม่มีน่ะซี?
นี่มิแปลว่าเรากำลังอยู่กับความจริงที่สร้างขึ้นเองมาตลอดหรอกหรือ?
ต่างคนต่างอยู่ในโลกความจริงเฉพาะเขตของตัวเองโดยไม่อาจล้ำเส้นกันอยู่อย่างนั้น
การเถียงกันว่าอะไรจริงอะไรเท็จจะไม่ได้ข้อยุติหากปราศจากจุดมุ่งหมาย
เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงการเพียรพยายามประพฤติตนเพื่อเห็นความจริง
ก็ต้องถามต่อด้วยว่า เห็นไปเพื่ออะไร? บางความจริงเช่นเรื่องเชื้อชาติอาจมีความหมายแค่ทำให้รู้สึกว่า
ฉันเป็นคนละพวกกับเธอ หรือ ข้ามันคนละชั้นกับเอ็ง หนักกว่านั้นอาจลามล้ำไปถึงขั้นต้องพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
หรือเบาะๆคือมีความคิดเหยียดผิวอยากทำร้ายกันอยู่ในปัจจุบัน
จุดหมายของวิปัสสนานั้น
คือเห็นตามจริงเพื่อเป็นอิสระจากอุปาทานลวงใจทั้งปวง เป็นไทแก่ตัวไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจมืดของความหลงผิด
เราจะไม่ตระหนักว่าอันตรายของความหลงผิดมีมากมายปานใดจนกว่าจะต้องทุรนทุรายทรมานกับผลลัพธ์บางอย่างที่สร้างขึ้นมาเอง
จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถไปถึงความจริงของชีวิต เช่น
เราไม่จำเป็นต้องรบกันเพราะความเชื่อ หรือ เราไม่ต้องทุกข์เพราะความคิดก็ได้
และย่อยมาถึงเรื่องดาษๆประจำวันเช่น แค่ทิ้งงานไว้ที่ออฟฟิศก็ไม่ต้องคิดเครียดมาถึงบ้านแล้ว
เอาล่ะ!
เป็นอันว่าพอรู้คร่าวๆแล้วว่าวิปัสสนาคือเห็นตามจริงเพื่อหลุดจากอุปาทาน
และหลุดจากอุปาทานได้ก็ไม่ต้องทนทุกข์เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญว่าการเห็นตามจริงนั้น จะเอาอะไรเป็นเป้าหมายในการเห็น?
คงทำนองเดียวกับเรารู้แล้วว่ากำลังจะรบทัพจับศึกเพื่อพ้นจากการเป็นทาส
แต่ศัตรูคือใครล่ะ? พวกเขาอยู่ที่ไหนล่ะ? เราจะเจอได้เมื่อไหร่ล่ะ?
คำตอบสำหรับผู้ใคร่คิดทำวิปัสสนาที่บ้าน
เป้าหมายของการดูให้เห็นตามจริงก็คือทุกสิ่งที่ทำให้เราหลงไปยึดมั่นถือมั่นโดยไม่จำเป็น
อะไรบ้างที่ไม่จำเป็น แต่กลับทำร้ายเราได้ราวกับศัตรู?
ลองถามตัวเองว่าเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้บ้างหรือไม่
เคยไหมที่เราเสียท่าใครให้เขาโกงเงินไม่กี่บาท
แต่ต้องเก็บมาคิดหนักไม่เลิก เรียกว่าถูกคนอื่นโกงเงินไม่พอ
ยังโดนความคิดของตัวเองปล้นความสุขไปอีก?
เคยไหมที่ตกลงเลิกรักเลิกเป็นแฟนกันแล้ว
แต่อุตส่าห์คิดหึงหวงคนรักเก่า คิดถึงอดีตด้วยความเสียดาย คิดพะวงไปว่าเขาจะมีความสุขกับใครอื่นอย่างไรบ้าง?
เคยไหมที่เชียร์ฝ่ายหนึ่ง
แต่อีกฝ่ายดันชนะ ซึ่งเท่ากับผลักให้เรากลายเป็นผู้แพ้ไปด้วย
ทั้งที่คิดดีๆแล้วเราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายปราชัยเลยแม้แต่น้อย?
คำถามข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่อาจแสดงให้ตระหนักว่า
คนเรายึดมั่นกับเรื่องไม่เป็นเรื่องจนทุกข์หนักได้อย่างเหลือเชื่อเพียงใด
แต่ความจริงอันน่าตระหนกก็คือแต่ละวันเราอาจยึดมั่นสิ่งที่ไม่จำเป็นไว้ถึง
๙ เรื่องจากทั้งหมด ๑๐ เรื่อง
บางครั้งบางคราวคุณอาจยอมรับกับตนเองหรือบ่นกับ
ใครๆว่าโง่เหลือเกินที่ย้ำคิดย้ำกลุ้มกับเรื่องเหลวไหลไร้สาระหรือเรื่องขี้ปะติ๋ว
แต่รู้ทั้งรู้ว่าโง่ก็หยุดคิดไม่ได้ เอามันไม่อยู่ กู่สติไม่กลับ
ขอเพียงรู้จักวิปัสสนาอย่างแท้จริง
การรู้จักนิยามของวิปัสสนาอย่างแท้จริงคือก้าวแรก และก้าวแรกก็คือการยอมรับตามจริงผ่านการใคร่ครวญด้วยความคิดธรรมดาๆ
ว่าสิ่งใดควบคุมให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ สิ่งนั้นย่อมไม่ชื่อว่าเป็นของเรา
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อยอมรับว่าความคิดไม่ใช่ของเรา เราจะรู้สึกตัวเหมือนถอนออกมาจากทุกข์ร้อนเพราะความคิดกว่าครึ่ง
และส่งผลให้ความคิดอ่อนกำลังลงทันที
เหมือนเส้นผมบังภูเขา
และเหมือนเรื่องน่าขบขันที่พวกเราอ่านไม่ออก ตามเกมไม่ทัน พอตามไม่ทันก็กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของโลกนี้
ผู้คนทั้งหลายหายใจเข้าออกเพื่อรับใช้กิเลสอันก่อเหตุให้ทุกข์มากทุกข์น้อย
และอาจจะตายตาไม่หลับไปพร้อมกับทุกข์ที่กัดกินหัวใจมาตลอดชีวิต
ต่อเมื่อรู้จักนิยามของวิปัสสนา และเห็นว่าเพียงเปลี่ยนมุมมองชีวิตเสียใหม่ตามหลักวิปัสสนา
ก็ไม่ต้องย้ายร่างไปที่ไหน ไม่ต้องทำพิธีรีตองอันใด ความสุขก็ปรากฏขึ้นแทนที่แล้วขณะยังมีลมหายใจ
ก่อนจะตายไปพร้อมกับความไม่รู้และต้นเหตุทุกข์ครั้งใหม่ๆ
สรุป
วิปัสสนาคือการเห็นตามจริง
ว่าทุกสิ่งทั้งข้างนอกและข้างในเราไม่เที่ยง บังคับควบคุมให้เป็นไปตามอยากไม่ได้
เพื่อปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นผิดๆ พ้นจากอุปาทานครอบงำให้ทุกข์ใจกับเรื่องที่ไม่ควรเป็นธุระของเรา
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาคือแค่เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ จากนักเรียกร้อง
นักต่อสู้บูชาตัณหา และนักสำคัญตัวผิด มาเป็นคนดู คนรู้ คนต่อสู้เพื่อบูชาความจริงตามสิ่งที่ปรากฏแสดงเสียแทน
|