วิปัสสนาคืออะไร?
  เขาเริ่มทำวิปัสสนากันอย่างไร?
  การฝึกหายใจเพื่อยกระดับสติ
  เครื่องทุ่นแรงให้เกิดความต่อเนื่อง
  เปลี่ยนปมปัญหาเป็นเครื่องมือ
  ปฏิกิริยาทางใจ
  เกณฑ์วัดว่าคุณเป็นนักวิปัสสนา
  หรือยัง
" ดังตฤณ "
www.dungtrin.com


คำนำ ‘วิปัสสนานุบาล’ เป็นคำสนธิระหว่าง ‘วิปัสสนา’ กับ ‘อนุบาล’ หมายความว่าเนื้อหามุ่งกลุ่มผู้เริ่มสนใจการปฏิบัติธรรมภาวนา อาจจะยังไม่เคยรู้อะไรเลย หรือเคยได้ยินคำว่าวิปัสสนามาบ้างแล้ว แต่ยังไม่กระจ่างแจ้งนักว่าคืออะไร ต้องเริ่มทำอย่างไร
ขนาดของหนังสือคงสร้างกำลังใจให้ผู้ที่ยังไม่มีความรู้พื้นฐาน ได้เห็นว่าน่าจะสามารถอ่านรวดเดียวจบภายในเวลาไม่นานนัก หน้าที่ของหนังสือเล่มนี้คือนำคุณออกมาจากจุดเริ่มต้นด้วยเวลาน้อยที่สุด หรือถ้าเริ่มต้นมาบ้างแล้วแต่สับสน ก็ปรับมุมมองของมือใหม่ให้เห็นวิปัสสนาต่างไปจากที่ส่วนใหญ่คิดๆกัน คือเปลี่ยนเรื่องไกลตัวเป็นเรื่องในตัว เปลี่ยนยากเป็นง่าย เปลี่ยนเครียดเป็นสบาย เปลี่ยนภาระเป็นของเล่น เปลี่ยนสงสัยเป็นเข้าใจ และเปลี่ยนซับซ้อนเป็นเรียบง่าย ชนิดที่ว่าสายตายังไม่ทันละจากหน้าหนังสือ ก็อาจเริ่มเห็นอะไรขึ้นมาเลาๆว่านักวิปัสสนาในวัดหรือในป่าเขาเกิดประสบการณ์กันอย่างไร
แม้หน้าที่ของหนังสือจะเป็นไปดังกล่าวข้างต้น ก็ขอทำความเข้าใจไว้ตรงนี้ ว่าหนังสือเองไม่มีความสามารถทำให้ผู้อ่านกลายเป็นนักวิปัสสนาขึ้นมาด้วยบรรทัดใดบรรทัดหนึ่ง แต่ขอรับรองว่าถ้าเข้าใจ ‘วิปัสสนา’ จริงๆล่ะก็ แม้ไม่หวังก็จะรู้จักความสงบที่น่าอัศจรรย์ แม้ไม่หิวกระหายก็จะได้ลิ้มรสแห่งศานติอันประหลาดล้ำ
เพียงสงบได้ในท่ามกลางความวุ่นวายและเครื่องเร้าให้เร่าร้อน ก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิตแล้วมิใช่หรือ?

วิปัสสนาคืออะไร?

ถ้าจะเอาเป็นคำแปล วิปัสสนาแปลได้หลายแบบ แต่ถ้าถามว่าวิปัสสนาคืออะไร เอาคำตอบชนิดสื่อใจถึงใจ ก็ต้องว่าวิปัสสนาคือ ‘เห็นตามจริง’
ลองนึกดู คำว่า ‘เห็นตามจริง’ ทำให้คุณมีปฏิกิริยาทางความรู้สึกเป็นอย่างไร? คุณนึกถึงอะไรจากการอ่านคำว่า ‘เห็นตามจริง’ บ้าง?
หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นภาษาไทย คุณอ่านภาษาไทยออก นี่คือข้อเท็จจริงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้นถ้าบอกว่าคุณกำลัง ‘คิดเป็นภาษาไทย’ ก็ย่อมถูกต้องตามจริง ใครเข้าใจว่าตัวเองกำลังคิดเป็นภาษาไทย ก็ขอแสดงความยินดีด้วย คุณเข้าใจถูกแล้ว คุณกำลังเห็นตามจริงแล้ว
แต่ถ้าถามว่า ‘คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า?’ ตรงนี้อาจเริ่มยากกว่าคำถามข้อก่อน เพราะมันขึ้นอยู่กับมุมมองว่าคุณถือตัวเองเป็นคนชาติไหน ถ้ามีใครบังคับให้คุณยอมรับว่าเป็นไทย ในขณะที่ใจอยากคิดว่าเป็นคนจีนหรือมีเชื้อสายจีนเข้มข้นกว่า อย่างนี้แปลว่าต้องนั่งเถียงกันแล้ว และไม่ว่าใครจะงัดเอาเหตุผลหรือหลักฐานสนับสนุนความคิดตัวเองมายันกันยกใหญ่ปานใด ก็สรุปที่จุดเดียวคือเชื่ออย่างไรก็มีความจริงอยู่อย่างนั้น
คำถามคือ ในเมื่อความจริงผูกอยู่กับความเชื่อ อย่างนี้การเห็นตามจริงที่แท้ก็ไม่มีน่ะซี? นี่มิแปลว่าเรากำลังอยู่กับความจริงที่สร้างขึ้นเองมาตลอดหรอกหรือ? ต่างคนต่างอยู่ในโลกความจริงเฉพาะเขตของตัวเองโดยไม่อาจล้ำเส้นกันอยู่อย่างนั้น
การเถียงกันว่าอะไรจริงอะไรเท็จจะไม่ได้ข้อยุติหากปราศจากจุดมุ่งหมาย เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงการเพียรพยายามประพฤติตนเพื่อเห็นความจริง ก็ต้องถามต่อด้วยว่า ‘เห็นไปเพื่ออะไร?’ บางความจริงเช่นเรื่องเชื้อชาติอาจมีความหมายแค่ทำให้รู้สึกว่า ‘ฉันเป็นคนละพวกกับเธอ’ หรือ ‘ข้ามันคนละชั้นกับเอ็ง’ หนักกว่านั้นอาจลามล้ำไปถึงขั้นต้องพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือเบาะๆคือมีความคิดเหยียดผิวอยากทำร้ายกันอยู่ในปัจจุบัน
จุดหมายของวิปัสสนานั้น คือเห็นตามจริงเพื่อเป็นอิสระจากอุปาทานลวงใจทั้งปวง เป็นไทแก่ตัวไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจมืดของความหลงผิด เราจะไม่ตระหนักว่าอันตรายของความหลงผิดมีมากมายปานใดจนกว่าจะต้องทุรนทุรายทรมานกับผลลัพธ์บางอย่างที่สร้างขึ้นมาเอง จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถไปถึงความจริงของชีวิต เช่น เราไม่จำเป็นต้องรบกันเพราะความเชื่อ หรือ เราไม่ต้องทุกข์เพราะความคิดก็ได้ และย่อยมาถึงเรื่องดาษๆประจำวันเช่น แค่ทิ้งงานไว้ที่ออฟฟิศก็ไม่ต้องคิดเครียดมาถึงบ้านแล้ว
เอาล่ะ! เป็นอันว่าพอรู้คร่าวๆแล้วว่าวิปัสสนาคือเห็นตามจริงเพื่อหลุดจากอุปาทาน และหลุดจากอุปาทานได้ก็ไม่ต้องทนทุกข์เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญว่าการเห็นตามจริงนั้น จะเอาอะไรเป็นเป้าหมายในการเห็น? คงทำนองเดียวกับเรารู้แล้วว่ากำลังจะรบทัพจับศึกเพื่อพ้นจากการเป็นทาส แต่ศัตรูคือใครล่ะ? พวกเขาอยู่ที่ไหนล่ะ? เราจะเจอได้เมื่อไหร่ล่ะ?
คำตอบสำหรับผู้ใคร่คิดทำวิปัสสนาที่บ้าน เป้าหมายของการดูให้เห็นตามจริงก็คือทุกสิ่งที่ทำให้เราหลงไปยึดมั่นถือมั่นโดยไม่จำเป็น อะไรบ้างที่ไม่จำเป็น แต่กลับทำร้ายเราได้ราวกับศัตรู? ลองถามตัวเองว่าเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้บ้างหรือไม่

เคยไหมที่เราเสียท่าใครให้เขาโกงเงินไม่กี่บาท แต่ต้องเก็บมาคิดหนักไม่เลิก เรียกว่าถูกคนอื่นโกงเงินไม่พอ ยังโดนความคิดของตัวเองปล้นความสุขไปอีก?
เคยไหมที่ตกลงเลิกรักเลิกเป็นแฟนกันแล้ว แต่อุตส่าห์คิดหึงหวงคนรักเก่า คิดถึงอดีตด้วยความเสียดาย คิดพะวงไปว่าเขาจะมีความสุขกับใครอื่นอย่างไรบ้าง?
เคยไหมที่เชียร์ฝ่ายหนึ่ง แต่อีกฝ่ายดันชนะ ซึ่งเท่ากับผลักให้เรากลายเป็นผู้แพ้ไปด้วย ทั้งที่คิดดีๆแล้วเราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายปราชัยเลยแม้แต่น้อย?

คำถามข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่อาจแสดงให้ตระหนักว่า คนเรายึดมั่นกับเรื่องไม่เป็นเรื่องจนทุกข์หนักได้อย่างเหลือเชื่อเพียงใด แต่ความจริงอันน่าตระหนกก็คือแต่ละวันเราอาจยึดมั่นสิ่งที่ไม่จำเป็นไว้ถึง ๙ เรื่องจากทั้งหมด ๑๐ เรื่อง
บางครั้งบางคราวคุณอาจยอมรับกับตนเองหรือบ่นกับ ใครๆว่าโง่เหลือเกินที่ย้ำคิดย้ำกลุ้มกับเรื่องเหลวไหลไร้สาระหรือเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่รู้ทั้งรู้ว่าโง่ก็หยุดคิดไม่ได้ เอามันไม่อยู่ กู่สติไม่กลับ
ขอเพียงรู้จักวิปัสสนาอย่างแท้จริง การรู้จักนิยามของวิปัสสนาอย่างแท้จริงคือก้าวแรก และก้าวแรกก็คือการยอมรับตามจริงผ่านการใคร่ครวญด้วยความคิดธรรมดาๆ ว่าสิ่งใดควบคุมให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ สิ่งนั้นย่อมไม่ชื่อว่าเป็นของเรา ยกตัวอย่างเช่นเมื่อยอมรับว่าความคิดไม่ใช่ของเรา เราจะรู้สึกตัวเหมือนถอนออกมาจากทุกข์ร้อนเพราะความคิดกว่าครึ่ง และส่งผลให้ความคิดอ่อนกำลังลงทันที
เหมือนเส้นผมบังภูเขา และเหมือนเรื่องน่าขบขันที่พวกเราอ่านไม่ออก ตามเกมไม่ทัน พอตามไม่ทันก็กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของโลกนี้ ผู้คนทั้งหลายหายใจเข้าออกเพื่อรับใช้กิเลสอันก่อเหตุให้ทุกข์มากทุกข์น้อย และอาจจะตายตาไม่หลับไปพร้อมกับทุกข์ที่กัดกินหัวใจมาตลอดชีวิต ต่อเมื่อรู้จักนิยามของวิปัสสนา และเห็นว่าเพียงเปลี่ยนมุมมองชีวิตเสียใหม่ตามหลักวิปัสสนา ก็ไม่ต้องย้ายร่างไปที่ไหน ไม่ต้องทำพิธีรีตองอันใด ความสุขก็ปรากฏขึ้นแทนที่แล้วขณะยังมีลมหายใจ ก่อนจะตายไปพร้อมกับความไม่รู้และต้นเหตุทุกข์ครั้งใหม่ๆ

สรุป

วิปัสสนาคือการเห็นตามจริง ว่าทุกสิ่งทั้งข้างนอกและข้างในเราไม่เที่ยง บังคับควบคุมให้เป็นไปตามอยากไม่ได้ เพื่อปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นผิดๆ พ้นจากอุปาทานครอบงำให้ทุกข์ใจกับเรื่องที่ไม่ควรเป็นธุระของเรา หน้าที่ของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาคือแค่เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ จากนักเรียกร้อง นักต่อสู้บูชาตัณหา และนักสำคัญตัวผิด มาเป็นคนดู คนรู้ คนต่อสู้เพื่อบูชาความจริงตามสิ่งที่ปรากฏแสดงเสียแทน




บริษัท การพิมพ์บางกอก จำกัด 533/9 ถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2245-1771, 0-2245-2546, 0-2247-3412-4 Fax : 0-2642-4598 Emil : info@bangkokmag.com
เว็บนี้จะแสดงผลได้ดีเมื่อดูที่ 1024 X 768 pixels