|
|
 |
 |
 |
 |
บุคคลบางคนเมื่อให้ทานแก่สมณพราหมณ์แล้ว เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป
เขาคิดว่า เมื่อตายไปแล้ว ขอให้เกิดเป็นเศรษฐีบ้าง เกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นต่างๆ
บ้าง เขาตั้งจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ จิตของเขาน้อมไปในสิ่งนั้น
มิได้อบรมเพื่อคุณธรรมเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น
ก็ข้อนั้นแล เรา (พระสารีบุตร) กล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่ผู้ทุศีล
ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะจิตบริสุทธิ์
(สังคีติสูตร 11/346)
ในอิสสัตถสูตร (15/405-406) พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
ป. บุคคลควรให้ทานในที่ไหนหนอ
พ. ควรให้ในที่ที่จิตเลื่อมใส
ป. ทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก
พ. ทานควรให้ในที่ไหนนั่นเป็นข้อหนึ่ง และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมากนั่นเป็นอีกข้อหนึ่ง
ดูก่อนมหาบพิตร ทานที่ให้แล้วแก่ผู้มีศีลแลมีผลมาก ทานที่ให้แล้วในผู้ทุศีลหามีผลมากไม่
ในชัปปสูตร (20/497) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับปริพาชกวัจฉโคตรว่า
วัจฉะ ชนเหล่าใดที่กล่าวว่า พระสมณโคดมตรัสว่าทานควรให้แก่เราและสาวกของเราเท่านั้น
ไม่ควรให้แก่คนอื่นๆ และสาวก ทานที่ให้แก่เราและสาวกเท่านั้นจึงมีผลมาก
ทานที่ให้แก่คนอื่นและสาวกไม่มีผลมาก ดังนี้ ชนเหล่านั้นใส่ความเราด้วยเรื่องไม่จริง
ผู้ใดห้ามคนอื่นที่ให้ทาน ผู้นั้นชื่อว่าทำอันตรายต่อคน 3 คน คือทำอันตรายบุญของผู้ให้
ทำอันตรายลาภของผู้รับ อนึ่ง ตัวของผู้นั้นชื่อว่าถูกขุด (จากความดี)
ถูกฆ่า (จากความดี)
วัจฉะ เรากล่าวอย่างนี้ต่างหากว่า ผู้ใดเทน้ำล้างหม้อหรือน้ำล้างชามลงไปในหลุมหรือท่อโสโครก
ด้วยเจตนาให้สัตว์ที่อื่นในนั้นได้เลี้ยงชีพ อย่างนี้เรายังกล่าวการได้บุญอันมีกิริยานั้นเป็นมูล
จะกล่าวอะไรถึงการให้แก่มนุษย์ด้วยกันเล่า
แต่นั่นแหละ วัจฉะ เรากล่าวว่า ท่านที่ให้ในท่านผู้มีศีลมีผลมาก
หาได้กล่าวอย่างนั้นในผู้ทุศีลไม่
ในทักขิณาวิภังคสูตร (14/711) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงผลการให้ทานว่า
1. ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉานได้ผลร้อยเท่า
2. ให้ทานแก่ปุถุชนผู้ทุศีลได้ผลพันเท่า
3. ให้ทานแก่ปุถุชนผู้มีศีลไม่ผลแสนเท่า
4. ให้ทานแก่บุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกามได้ผลแสนโกฏิเท่า
5. ให้ทานแก่ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้งได้ผลนับประมาณไม่ได้
6. ถ้าให้ทานในพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธะ
และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผลยิ่งไม่อาจนับประมาณได้เลย
อรรถถาทักขิณาวิภังคสูตร อธิบายว่า ทานที่ให้ผลร้อยเท่า คือให้อายุร้อยอัตภาพ
ให้วรรณะร้อยอัตภาพ ให้สุขร้อยอัตภาพ ให้พละร้อยอัตภาพ ให้ปฏิภาณร้อยอัตภาพ
ในสัปปุริสทานสูตร (22/148) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงทาน 5 ประการคือ
1. ทานที่ให้ด้วยศรัทธา ทำให้ร่ำรวยและมีรูปงาม
2. ทานที่ให้โดยเคารพ ทำให้ร่ำรวยและมีบุตรภรรยา บริวารที่เชื่อฟัง
3. ทานที่ให้โดยกาลอันควร ทำให้ร่ำรวยตั้งแต่ปฐมวัย
4. ทานที่ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ ทำให้ร่ำรวยและพอใจใช้ของดีๆ
5. ทานที่ให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ทำให้ร่ำรวยและทรัพย์นั้นปลอดภัยจากไฟ
น้ำ หรือกาารแย่งชิงของผู้อื่น
ในทานสูตร (23/49) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงทาน 7 อย่าง
1. ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปอีกได้เสวยผลทานนี้ เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
(สวรรค์ชั้นที่ 1)
2. ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
(สวรรค์ชั้นที่ 2)
3. ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี
เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นยามา (สวรรค์ชั้นที่ 3)
4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะผู้ไม่หุงหา
ไม่สมควร เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้นที่
4)
5. ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทานเหมือนฤษีครั้งก่อน
เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี (สวรรค์ชั้นที่ 5)
6. ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใสเกิดความปลื้มใจและโสมนัส
เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตรสวัสดี (สวรรค์ชั้นที่
6)
7. ให้ทานเพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เมื่อตายแล้วย่อมเกิดในพรหมโลก
(ชั้นสุทธาวาส) ภายหลังย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง (อรรถกถาอธิบายว่า
เขาไม่อาจไปเกิดในพรหมโลกด้วยทาน แต่ด้วยจิตอันประดับด้วยทานนั้น
เขาทำฌานและอริยมรรคให้บังเกิด ย่อมเกิดในพรหมโลกด้วยฌาน)
ในกุฏทันตสูตร (9/230) กล่าวถึงผลแห่งกรรมดีของลำดับ คือ ทาน นิตยทานที่ถวายในผู้มีศีล
วิหารทานแด่พระสงฆ์ที่มาจาก 4 ทิศ ไตรสรณคมน์ ศีลห้า สมาธิ ปัญญา
อรรถกถากุฏทัตนสูตร กล่าวถึงทาน 3 ชนิด คือ
1. ทาสแห่งทาน ให้ขอเลวกว่าที่ตนบริโภค
2. สหายแห่งทาน ให้ของอย่างที่ตนบริโภค
3. เจ้าแห่งทาน ให้ของดีกว่าที่ตนบริโภค
ในเวลามสูตร (23/224) กล่าวถึงผลแห่งกรรมดี ตามลำดับ คือ ทานที่ให้ในพระโสดาบัน
พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข วิหารทานถวายสงฆ์จาก 4 ทิศ การเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
การสมาทานศีล การเจริญเมตตาจิตเพียงชั่วเวลาสูดดมของหอม การเจริญอนิจจาสัญญาเพียงชั่วลัดนิ้วมือ
ในสัปปุริสสูตร (23/127) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัปปุริสทาน 8
ประการว่า
สัปบุรุษย่อมให้ของสะอาด 1 ให้ของประณีต 1 ให้ตามกาล 1 ให้ของสมควร
1 เลือกให้ (แก่ผู้มีศีล) ให้เนืองนิตย์ 1 เมื่อให้จิตผ่องใส 1
ให้แล้วดีใจ 1 (แม้ให้มากก็ไม่เสียดาย) ทานเช่นนี้ย่อมเป็นที่สรรเสริญของผู้มีปัญญา
และนำไปสู่โลกอันเป็นสูข
จุฬกัมมวิภังคสูตร (14/579) กล่าวว่า ผลการไม่ให้ทานตายไปจะเข้าถึงทุคติ
หรือเกิดเป็นคนยากจน ผลการให้ทาน ตายไปจะเข้าถึงสุคติ หรือเกิดเป็นคนร่ำรวย
อรรถกถาธรรมบท ภาค 4 กล่าวถึงทาน 4 ประการ คือ
1. ให้ด้วยตน ไม่ชักชวนผู้อื่น ย่อมได้โภคสมบัติไม่ได้บริวารสมบัติ
2. ชักชวนผู้อื่น ไม่ให้ด้วยตน ย่อมได้บริวารสมบัติไม่ได้โภคสมบัติ
3. ไม่ให้ด้วยตน ไม่ชักชวนผู้อื่น ย่อมไม่ได้โภคสมบัติ ไม่ได้บริวารสมบัติ
4. ให้ด้วยตน ทั้งชักชวนผู้อื่น ย่อมได้โภคสมบัติ ได้บริวารสมบัติ
อรรถกถากล่าวว่า ทานที่มีผลมากประกอบด้วยองค์ 3 คือ
1. ผู้รับมีศีลมีคุณธรรม
2. ของที่ให้ได้มาอย่างสุจริต มีประโยชน์และสมควรแก่ผู้รับ
3. มีเจตนาบริสุทธิ์ มีจิตใจที่ยินดี แจ่มใส เบิกบานทั้งก่อนให้
ขณะให้ และเมื่อให้แล้ว
ปายาสิราชัญญสูตร (10/329) กล่าวถึงพระยาปายาสิผู้เคยมีความเห็นผิดว่า
โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี ภายหลังถูกพระกุมารกัสสปเถระเปลื้องความเห็นผิดนั้นเสี่ย
จึงให้ทานแก่คนทั้งหลาย
ครั้งนั้น พระยาปายาสิให้ทานโดยไม่เคารถ ไม่ให้ทานด้วยมือตนเอง
ให้ทานโดยไม่นอบน้อม ให้ทานแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ครั้งตายแล้วก็เกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช
(สวรรค์ชั้นที่ 1) มีเสรีสกวิมานอันว่างเปล่า
ส่วนุอตตรมาณพ ผู้จัดการในทานของพระเจ้าปายาสินั้น (แม้ทานจะเป็นของผู้อื่นก็ตาม)
ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือตนเอง ให้ทานโดยนอบน้อม ให้ทานไม่ใช่ทิ้งๆ
ขว้างๆ ครั้นตายแล้วก็เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่
2 ซึ่งสูงกว่าจาตุมหาราช)
ในทารุกัมมิกสูตร (22/330) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามคหบดีชื่อทารุกัมมิกะ
(พ่อค้าฟืน)
พ. ทานในสุกล ท่านยังให้อยู่หรือ
ท. ยังให้อยู่ และทานนั้น ข้าพระองค์ให้ในภิกษุผู้เป็นอรหันต์หรือผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร
ผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
พ. ท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม อยู่ครองเรือนกับบุตรภริยา ทัดทรงดอกไม้
ใช้ของหอม ยินดีทองและเงินพึงรู้ได้ยากว่าภิกษุใดเป็นพระอรหันต์
ภิกษุใดเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว เห่อ ปากกล้า พูดพล่าม มีสติเลอะเลือน
ภิกษุนั้นพึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
ไม่ถือตัว ไม่เห่อ ไม่ปากกล้า ไม่พูดพล่าม มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ
มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ ภิกษุนั้นพึงได้รับสรรเสริญด้วยเหตุนั้น
ดูก่อนคหบดี เชิญท่านให้สังฆทานเถิด เมื่อท่านให้สังฆทานอยู่จิตจักเลื่อมใส
เมื่อตายไปจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ท. ข้าพระองค์จักให้สังฆทาน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป |
 |
 |
 |
 |
|