|
|
 |
 |
 |
 |
ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี คหบดีคนหนึ่งเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญถึงบิดาที่ตายไป
ไม่อาบน้ำ ไม่ทำการงาน บุตรของเขาชื่อว่า สุชาตะ ยังเป็นเด็ก แต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลม
จึงคิดหาอุบายกำจัดความโศกของบิดา
วันหนึ่ง เห็นโคตัวหนึ่งตายอยู่นอกเมือง สุชาตะจึงเอาหญ้าและน้ำมาวางไว้หน้าซากโคนั้น
กล่าวว่า จงกิน จงดื่ม คนผ่านไปมาเห็นเข้าก็หาว่าเป็นบ้า
คหบดีทราบข่าวก็สลดใจรีบไปแล้วกล่าวท้วงบุตรว่า เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือจึงบังคับให้โคที่ตายแล้วกินหญ้า
โคที่ตายแล้วย่อมไม่กินหญ้าและน้ำมิใช่หรือ เจ้าเป็นทั้งคนพาลและคนโง่
สุชาตะตอบว่า โคตัวนี้ยังมีเท้าทั้ง 4 ข้าง มีศีรษะ มีนัยน์ตา
มีตัว พร้อมทั้งหาง มันอาจจะลุกขึ้นกินหญ้าสักวันหนึ่ง ส่วนมือ
เท้า กาย และศีรษะของคุณปู่ไม่ปรากฏเลย แต่คุณพ่อมาร้องไห้ถึงกระดูกของคุณปู่ที่บรรจุไว้ในสถูปดิน
จะไม่เป็นคนโง่ยิ่งไปกว่าหรือ
คหบดีจึงได้คิดว่า บุตรของเราทำอุบายนี้เพื่อให้เราเข้าใจว่า สัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดา
ผู้รู้แจ้งในข้อนี้จะร้องไห้คร่ำครวญไปทำไม ตั้งแต่นี้ไปเราจะไม่เศร้าโศก
จากนั้นก็อาบน้ำบริโภคอาหาร ประกอบการงานตามปกติ
(โคณเปตวัตถุ และอรรถกถา 26/93)
ในอดีตกาล ณ กรุงทวาราวดี โอรสอันเป็นที่รัก ของวาสุเทพมหาราชได้ทิวงคตลง
(ตาย) พระราชาจึงถูกความโศกครอบงำ ทรงละพระราชกรณียกิจทุกอย่าง
ยึดแม่แคร่เตียง ทรงบรรทมบ่นเพ้อไป
ฆฏบัณฑิต พระกษิษฐภาดา (น้อง) ดำริว่า เว้นเราเสีย คนอื่นที่จะขจัดความโศกของพี่ชายเราย่อมไม่มี
ดำริแล้วจึงทำตนเป็นคนบ้า แหงนดูอากาศเที่ยวไปทั่วพระนครพลางกล่าวว่า
ท่านจงให้กระต่ายแก่เราเถิด ชาวพระนครพากันแตกตื่นว่า ฆฏบัณฑิตเป็นบ้าเสียแล้ว
อำมาตย์คนหนึ่งจึงไปทูลเรื่องให้พระราชาทรงทราบ
พระราชาสดับแล้วรับเสด็จลุกขึ้นไปหาฆฏบัณฑิต จับมือทั้งสองของฆฏบัณทิตไว้มั่น
พลางตรัสว่า เหตุไรเธอจึงทำตัวเหมือนคนบ้า เที่ยวบ่นเพ้อไปทั่วว่า
กระต่าย กระต่าย ถ้าเธอปรารถนากระต่ายทองคำ กระต่ายแก้วมณี...ฉันจะให้ช่างทำให้
หรือถ้าปรารถนากระต่ายที่หากินในป่า ฉันจะให้เขานำมาใช้ เธอปรารถนากระต่ายเช่นไรเล่า
ฆฏบัณฑิตตอบว่า ข้าพระองค์ไม่ปรารถนากระต่ายที่อยู่บนแผ่นดิน แต่ปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์
ขอพระองค์โปรดนำกระต่ายนั้นมาประทานแก่ข้าพระองค์เถิด
พระราชาทรงโทมนัสว่า น้องของเราเป็นบ้าเสียแล้ว จึงตรัสว่า เธอจักละชีวิตไปเสียเป็นแน่
เพราะเธอปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์ชื่อว่าปรารถนาสิ่งไม่พึงปรารถนา
ฆฏบัณฑิตกล่าวว่า ถ้าพระองค์ทรงทราบว่า ไม่ควรปรารถนาวัตถุที่ไม่พึง
และทรงพร่ำสอนผู้อื่นอย่างนั้น เพราะเหตุไรแม้ทุกวันนี้พระองค์ก็ยังทรงเศร้าโศกถึงบุตรที่ตายไปแล้วถึง
4 เดือน
หม่อนฉันปรารถนาสิ่งที่ยังปรากฏอยู่ ส่วนพระองค์เศร้าโศกเพื่อต้องการสิ่งที่ไม่ปรากฏ
ก็มนุษย์หรืออมนุษย์ ไม่พึงได้ตามปรารถนาว่า ขอบุตรของเราจงอย่าตายเลย
พระองค์ปรารถนาจะได้โอรสที่ทิวงคตแล้วคืนมา ความปรารถนานั้นพระองค์จะได้มาแต่ไหน
พระองค์ทรงกรรแสงถึงโอรสที่ทิวงคตแล้ว ซึ่งไม่สามารถจะนำคืนมาด้วยมนต์
รากยา โอสถหรือทรัพย์ได้
ขึ้นชื่อว่าความตายนี้ ใครๆ ไม่อาจจะห้ามได้ด้วยทรัพย์ด้วยชาติ
ด้วยวิชชา ด้วยศีล หรือด้วยภาวนาได้ กษัตริย์ทั้งหลายแม้จะมีแว่นแคว้น
มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีธัญญาหารมาก จะไม่ทรงชรา จะไม่ทรงสวรรคต
ไม่มีเลย แม้พวกฤาษีผู้สำรวม มีตบะ ยังต้องทอดทิ้งร่างกายนี้ไว้
พระราชาได้สดับธรรมกถาของฆฏบัณฑิตแล้วก็คลายความโศกลง
(กัณหเปรวัตถุและอรรถกถา 26/103)
ในเรื่องทั้งสองนี้ คหบดีและพระราชาถูกความโศกครอบงำอย่างหนัก
ถ้าพูดตักเตือนตามปกติคงไม่ได้ผล เหมือนตักน้ำรดหัวตอจึงต้องใช้อุบายดึงดูดความสนใจ
ทำให้อิทธิพลของความโศกลดน้อยลงเสียก่อน จากนั้นจึงพูดเตือนสติให้ได้คิดว่า
ทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตายเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้ความตายนั้น
จะหนีก็ไม่พ้น จะผจญก็ไม่ชนะ จะพยายามมอย่างไรก็ไร้ผล คนที่เรารักได้ตายจากไปแล้ว
แม้ตัวเราก็ต้องตายเช่นกันอาจเป็นวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ ดังนั้น
แทนที่จะยังเศร้าโศกเสียใจในการจากไปของคนที่เรารัก จนกินไม่ได้
นอนไม่หลับ ทอดอาลัยในชีวิต เราควรรีบเร่งทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตจะดีกว่าเมื่อคิดได้อย่างนี้
ย่อมคลายความโศกได้ |
 |
 |
 |
 |
|