เรื่องน่ารู้จากพระไตรปิฎก
คนสิ้นท่า
ขุดเรื่อยไป
การบูชายัญ
ชีพวายไม่คลายเพียร
ใครบ้ากันแน่
ลักษณะของความโกรธ
ลักษณะความเพียร
สาระว่าด้วยทาน
สิ้นสุดที่ความตาย
ปราบพยศ
พรหมทัตองค์ไหน
ชีพวายไม่คลายเพียร
เมื่อครั้งพุทธกาล กุลบุตรผู้หนึ่งได้บวชเป็นพระภิกษุ ในพระศาสนาของพระศาสดา เมื่อมีพรรษาได้ 5 พรรษา ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ จนแคล่วคล่อง รู้จักสิ่งที่ควรและไม่ควร เรียนพระกรรมฐานที่พอใจแล้ว เป็นผู้ประพฤติเบาละปลิโพธิต่างๆ แล้วเข้าไปบำเพ็ญกรรมฐานอย่างจริงจังในป่าแห่งหนึ่ง ท่านได้คิดว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงอนุญาตให้นอนพักผ่อนในมัชฌิมยาน (สี่มุ่มถึงตีสอง) ได้ ก็จริง แต่เรายังกลัวต่อภัยแห่งความประมาท เมื่อมัชฌิมยามมาถึงเราจะสละเตียงนอนเสีย (ไม่นอน) คิดแล้วก็ทำความเพียรอย่างไม่ลดละทั้งกลางวันและกลางคืน
ลำดับนั้น โรคลมปัจจุบันได้เกิดแก่ภิกษุนั้น ทำให้ท่านเสียชีวิตลง ภิกษุใดกำลังจงกรมอยู่ก็ตาม หรือกำลังแสดงธรรมอยู่ก็ตาม ถ้าสิ้นชีวิตลงในขณะนั้น ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า กระทำกาละ (ตาย) ในธุระ คือความเพียร แม้ภิกษุรูปนี้ก็ทำกาละแก้วในที่จงกรม เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอุปนิสัยน้อยจึงยังมิได้ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวบุตรร่างทิพย์อันงดงามใหญ่โตปรากฏขึ้นในทันที ณ ประตูวิมานใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ฝ่ายนางอัปสรประมาณหนึ่งพันในวิมานได้เห็นเทวบุตรนั้นแล้ว กล่าวว่าเทวบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมานมาแล้ว พวกเราจักทำให้เทวบุตรนั้นพอใจ กล่าวแล้วก็พากันถือเอาเครื่องดนตรีต่างๆ มาแวดล้อม
เทวบุตรนั้นมีความรู้สึกราวกับว่านอนหลับแล้วตื่นขึ้นไม่รู้ถึงความที่ตนได้มาเกิดใหม่ในสวรรค์ ยังสำคัญว่าตนเป็นบรรพชิตอยู่ จึงเกิดความละอายเพราะเห็นหญิงทั้งหลายมาเที่ยวถึงที่อยู่ รีบเอาผ้าปิดเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง พยายามสำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วยืมก้มหน้าอยู่
พวกนางอัปสรกเห็นกิริยาอาการของเทวบุตรนั้น ก็รู้ว่าเทวบุตรนี้มาแต่สมรณะ จึงกล่าวว่า ข้าแต่เทวบุตรผู้เป็นเจ้า นี้คือเทวโลก ขณะนี้มิใช่เวลาที่จะทำสมณธรรม แต่เป็นเวลาที่จะเสวยสมบัติ
เทวบุตรนั้น ยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิม
นางอัปสรเหล่านั้นคิดว่า เทวบุตรนี้ยังกำหนดไม่ได้จึงเริ่มบรรเลงดนตรี
เทวบุตรนั้นก็ยังไม่แลดูอยู่นั่นแหละ ได้ยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม
ลำดับนั้น พวกเทพธิดาเหล่านั้น จึงเอากระจกวางไว้เบื้องหน้า เพื่อสะท้อนให้เทวบุตรได้เห็นกายทั้งหมดของตน
เทวบุตรนั้นได้เห็นเงาร่างตนในกระจกแล้ว จึงทราบความที่ตนได้ตายแล้วจากความเป็นมนุษย์ ได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนเพราะทิพยสมบัติของตน ด้วยคิดว่าเราทำสมณธรรมมิได้ปรารถนาฐานะเช่นนี้ จึงเกิดความเบื่อหน่ายพวกนางอัปสรที่กำลังขับร้องและบรรเลงดนตรีราวกับว่าเป็นหมู่แห่งนางปิศาจ สวนนันทวันอันรื่นรมย์ปรากฏแก่ภิกษุนี้ประหนึ่งว่าเป็นป่าชัฏ
เมื่อพิจารณาดูแผ่นผ้าดังสีทองจึงคิดว่า ขึ้นชื่อว่าสมบัติในสวรรค์นี้เป็นของหาได้ง่าย ความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยาก คิดแล้วแทนที่จะย่างเท้าเข้าไปในวิมาน กลับมายังโลกมนุษย์ โดยมีพวกนางอัปสรแวดล้อม ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาท แล้วทูลถามถึงทางที่จะพ้นไปจากป่าชัฏอันมีหมู่นางปิศาจสิงอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบด้วยพระฌาณว่าเทวบุตรนี้เป็นบรรพชิตในศาสนาของพระองค์ ทำกาละเพราะความเพียนอันแรงกล้า ในขณะที่กำลังจงกรมแล้วไปเกิดในเทวโลก เมื่อมาในวันนี้ก็ยังมีศีลบริบูรณ์อยู่ ด้วยเหตุนี้มรรคหนึ่งจักมีแก่เทวบุตรนี้ในอนาคต จากนั้นพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่าด้วยสุญญตาวิปัสสนา ต่อด้วยอริยสัจ 4
ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา เทวบุตรได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวัตถุทั้งหลาย มีของหอม เป็นต้น แล้วหลีกไป
(อรรถกถาอัจฉราสูตร สํ.ส.15/143-144)
1. การทำความเพียรชนิดยอมเอาชีวิตเข้าแลก ถึงตายก็ไม่ละความเพียร จัดเป็นการเพียรชั้นสูงสุด เป็นสิ่งที่กระทำได้โดยยากก่อนที่จะตรัสรู้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นโพธิ์ซึ่งปูด้วยหญ้าคา ทรงอธิษฐานว่า
แม้เลือดและเนื้อในร่างกายนี้ทั้งหมดจะเหือดแห้งไป จนเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตาม หากยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด
เมื่อกระทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก ย่อมได้สิ่งตอบแทนที่ได้โดยยาก คือได้ตรัสรู้ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งปวง
2. พุทธศาสนากล่าวถึงสมบัติ 3 คือ มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ นิพพานสมบัติ คนส่วนมากติดในมนุษยสมบัติซึ่งมีสุขน้อย มีทุกข์เจือปนอยู่มาก หรือติดในสวรรคสมบัติ ซึ่งเป็นความสุขชั่วคราว จึงไม่อาจเข้าถึงนิพพานสมบัติได้ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไปไม่มีสิ้นสุด ภิกษุผู้เป็นเทวบุตร ไม่ติดในมนุษยชาติและสวรรคชาติ จึงทำความเพียรอย่างแรงกล้า อันเป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพานสมบัติในภายหลัง
3. บุคคลผู้มีความดีอย่างสูง ควรที่จะสร้างสถูปหรือเจดีย์เป็นอนุสรณ์เพื่อเคารพบูชา มี 4 คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระเจ้าจักรพรรดิ



บริษัท การพิมพ์บางกอก จำกัด 533/9 ถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2245-1771, 0-2245-2546, 0-2247-3412-4 Fax : 0-2642-4598 Emil : info@bangkokmag.com
เว็บนี้จะแสดงผลได้ดีเมื่อดูที่ 1024 X 768 pixels