|
|
 |
 |
 |
 |
พวกพราหมณ์ถือว่าการบูชายัญได้บุญมาก ทั้งทำให้พ้นจากบาปทั้งหมด
แต่พุทธศาสนามีความเห็นที่ตรงกันข้าม ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเตือนพราหมณ์ผู้กำลังจะบูชายัญด้วยชีวิตสัตว์จำนวนมาก
ความว่า
บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในเบื้องต้นย่อมเกิดความคิดอย่างนี้ว่า
ต้องฆ่าโคเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ
เขาคิดว่าจะทำบุญ แต่กลับทำบาป คิดว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล คิดว่าจะแสวงหาทางสุคติ
กลับแสวงหาทางทุคติ
บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในเบื้องต้นย่อมเงื้อศาสตราทางใจอันเป็นอกุศล
มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก
อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญย่อมสั่งด้วยวาจาว่า
จงฆ่าโคเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาสั่งว่าจะทำบุญ
แต่กลับทำบาป สั่งว่าจะทำกุศลกลับทำอกุศล เขาสั่งว่าจะแสวงหาทางสุคติ
กลับแสวงหาทางทุคติ
บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ย่อมเงื้อศาสตราทางวาจาอันเป็นอกุศล
มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก
อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหักบูชายัญย่อมต้องลงมือด้วยตนเอง
คือฆ่าโค แพะ แกะ เพื่อบูชายัญเขาลงมือเพื่อจะทำบุญแต่กลับทำบาป
ลงมือเพื่อจะทำกุศล กลับทำอกุศล ลงมือเพื่อจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ
บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ย่อมเงื้อง่าศาสตราทางกายอันเป็นอกุศล
มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก
(ทุติยอัคคิสูตร 23/44)
พระดำรัสนี้แสดงว่า การฆ่าสัตว์บูชายัญ เป็นบาปกรรมหนักเพราะทำกรรมครบทั้ง
3 ทวาร คือกายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร
เรื่องต่อไปนี้แสดงถึงทัศนะอีกประการหนึ่งของพระพุทธศาสนาที่มีต่อการบูชายัญ
ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ ในวันที่ท่านเกิด
บิดามารดาก็จุดไฟประจำกำเนิดตั้งไว้ให้ ครั้นท่านมีอายุได้ 16
ปี บิดามารดาบอกท่านว่า ถ้าจะครองเรือนก็ให้เรียนพระเวททั้งสาม
หากประสงค์ไปพรหมโลก ก็ให้ถือเอาไฟประจำกำเนิดเข้าป่าบำเรอไฟ ทำให้ท้าวมหาพรหมโปรดปราน
ก็จะเป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า พระโพธิสัตว์ไม่ต้องการครองเรือน
ถือไฟเข้าป่าสร้างอาศรมบำเรอไฟอยู่ในป่า
วันหนึ่งได้รับของถวาย คือโคในหมู่บ้านชายแดนจึงจูงโคไปสู่อาศรม
คิดว่า เราจะให้พระอัคคีผู้มีโชคดีฉันเนื้อโค แต่เกลือไม่มี พระอัคคีผู้มีโชคจักไม่สามารถฉันเนื้อ
ฉันเนื้อที่ไม่เค็มได้ จึงผูกโคไว้แล้วไปหมู่บ้านเพื่อหาเกลือ
เมื่อท่านไปแล้ว มีพรานหลายคนมาถึงที่นั้น เห็นโคจึงฆ่าย่างเนื้อกิน
ทิ้งหาง แข้ง และหนังไว้ตรงนั้น แล้วนำเนื้อที่เหลือไปด้วย
พระโพธิสัตว์กลับมาเห็นเศษโคที่เหลือ คิดว่าพระอัคคีผู้มีโชคนี้
แม้แต่ของของตนยังไม่อาจรักษาไว้ได้ จักรักษาเราได้ที่ไหนเล่า
การบำเรอไฟนี้น่าจะไร้ประโยชน์กุศลหรือความเจริญอันมีการบูชาไฟนี้เป็นเหตุคงไม่มีแน่
จากนั้นก็เอาหางพร้อมทั้งหน้า แข้งและหนัง โยนเข้ากองไฟแล้วกล่าวว่า
เมื่อไม่สามารถจะรักษาของของตนไว้ได้ วันนี้ไม่มีเนื้อสำหรับเจ้า
จงรับแต่เพียงหางเถิด
เมื่อกล่าวจบก็เอาน้ำดับไฟเสีย จากนั้นบวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมบัติให้บังเกิด
แล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
(อรรถกถานังคุฏฐฐชาดก เอกนิบาต)
สาระที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้
หากเราเป็นฝ่ายถูกฆ่าเพื่อบูชายัญหรือถูกมนุษย์กินคนจับฆ่ากินจะรู้สึกอย่างไร
นั่นแหละคือความรู้สึกของผู้ที่ถูกฆ่ากินหรือบูชายัญ ทุกคนย่อมรักสุขเกลียดทุกข์
กลัวเจ็บกลัวตาย อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ในธรรมบท
(25/20) ว่า
สัตว์ทั้งหลายย่อมหวาดหวั่นต่ออาชญา ย่อมกลัวต่อความตาย บุคคลทำตนให้เป็นอุปาแล้ว
ไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรใช้ให้ผู้อื่นฆ่า
ความรักอื่นยิ่งกว่าตนไม่มี รักคนอื่นก็เพื่อประโยชน์แห่งตนเท่านั้น
รักลูกก็เพื่อให้เลี้ยงดูยามแก่ รักญาติมิตรก็เพื่อให้ช่วยทำกิจ
รักพระรัตนตรัยก็เพื่อความสุขในสวรรค์และมรรคผล ตนแลเป็นที่รักยิ่ง
ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ในราชสูตร (25/110) ว่า
บุคคลเอาใจตรวจดูทั่วทิศแล้ว ไม่พบใครอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหนๆ
เลย คนอื่นก็รักตนมากเช่นกัน ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
จุฬกัมมวิภังคสูตร (14/579) กล่าวว่า การฆ่าสัตว์เป็นเหตุให้มีอายุสั้น
การเบียดเบียนสัตว์เป็นเหตุให้มีโรคมาก |
 |
 |
 |
 |
|