|
|
 |
 |
 |
 |
 พุทธศาสนามีทัศนะอย่างไรต่อการอ้อนวอน
จะศึกษาได้จากพระสูตรต่อไปนี้ นายบ้านนามว่า
อสิพันธกุบุตร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า อ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิมีคณโฑน้ำติดตัว
ประดับพวงมาลัยสาหร่าย อาบน้ำทุกเช้าเย็น บำเรอไฟ พราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่ายังสัตว์ที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนมา
ให้รู้สึกตัว จูงให้ขึ้นสวรรค์ ก็พระองค์เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
สามารถกระทำให้สัตว์โลกทั้งหมด เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้หรือไม่
พ. ถ้าอย่างนั้นเราจักถามท่าน
ท่านเห็นอย่างไรก็ตอบอย่างนั้น เปรียบเหมือนบุรุษโยนก้อนหินหนาใหญ่ลงในห้วงน้ำลึก
มหาชนพึงมาประชุมกันแล้ว พึงสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบหินนั้นว่า
ขอจงโผล่ขึ้นเถิด ขอจงลอยขึ้นเถิด ขอจงขึ้นบกเถิด ก้อนหินนั้นพึงโผล่ขึ้น
พึงลอยขึ้น หรือพึงขึ้นบก เพราะการสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบของมหาชนบ้างหรือไม่
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น
พระเจ้าข้า พ.
ฉันนั้นแล บุรุษที่ทำบาป แม้มหาชนมาประชุมกันแล้วพึงสวดวิงวอน
สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบผู้นั้นว่า ขอบุคคลนี้เมื่อตายไป
จงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ก็จริง แต่บุรุษนั้น เมื่อตายไปถึงเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก เปรียบเหมือนบุรุษลงไปในห้วงน้ำลึก
แล้วทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน ก้อนกรวดหรือก้อนหินที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงจมลง
เนยใสหรือน้ำมันที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงลอยขึ้น มหาชนพึงมาประชุมกันแล้ว
พึงสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบเนยใส หรือน้ำมันนั้นว่า
ขอจงจมลงเถิด ขอจงดำลงเถิด ขอจงลงภายใต้เถิดเนยใสหรือน้ำมันนั้น
พึงจมลง พึงดำลง พึงลงภายใต้ เพราะการสวดวิงวอน สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบของมหาชนบ้างหรือไม่
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น
พระเจ้าข้า พ.
ฉันนั้นแล บุรุษที่เว้นจากบาปกรรม แม้มหาชนมาประชุมกันแล้ว พึงสวดวิงวอน
สรรเสริญ ประนมมือเดินเวียนรอบผู้นั้นว่า ขอบุคคลนี้เมื่อตายไปจงเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ก็จริง แต่บุรุษนั้นเมื่อตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
(ภุมกสูตร
18/598-601) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนอนาถบิณฑิกคหบดีว่า
ดูก่อนคหบดี
สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลกนี้มี 5 ประการ
คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ สวรรค์ เรามิได้กล่าวว่า สิ่งเหล่านั้นจะพึงได้มาเพราะเหตุแห่งความอ้อนวอน
หรือเพราะเหตุแห่งความปรารถนา ถ้าสิ่งเหล่านั้นจักได้เพราะเหตุแห่งความอ้อนวอน
หรือเพราะเหตุแห่งความปรารถนาแล้วไซร้ในโลกนี้ ใครจะพึงเสื่อมจากอะไร
ดูก่อนคหบดี
ผู้ที่ต้องการสิ่งเหล่านั้น ไม่ควรจะอ้อนวอน หรือเพลิดเพลินยินดีสิ่งเหล่านั้น
ผู้ที่ต้องการสิ่งเหล่านั้น พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อสิ่งเหล่านั้น
เพราะเมื่อปฏิบัติแล้ว ผู้นั้นย่อมได้สิ่งเหล่านั้น (อิฏฐสูตร
22/43) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุทั้งหลาย
ไข่ไก่อันแม่ไก่ไม่นอนทับด้วยดี ไม่กกด้วยดีไม่ฟักด้วยดี แม่ไก่นั้นถึงจะเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า
ไฉนหนอ ขอลูกของเราพึงทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจงอยปากออกมาโดยสวัสดี
ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น จิตของเธอย่อมไม่พ้นไปจากอาสวะได้เลย
ภิกษุทั้งหลาย
ไข่ไก่อันแม่ไก่นอนทับด้วยดี กกด้วยดี ฟักด้วยดี แม่ไก่นั้นถึงจะไม่เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า
ไฉนหนอ ขอลูกของเราพึงทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจงอยปากออกมาโดยสวัสดี
ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ลูกไก่ก็สามารถทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้า
หรือด้วยจงอยปากโดยสวัสดีได้ แม้ฉันใด เมื่อภิกษุประกอบความเพียรในการอบรมจิตอยู่
ก็ฉันนั้นแลถึงจะไม่เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ขอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะ
ดังนี้ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น จิตของเธอย่อมพ้นไปจากอาสวะได้
(นาวาสูตร
17/261) สาระที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้
1. ทุกคนต้องการความเจริญ
ไม่ต้องการความเสื่อม แต่เพราะไม่รู้จักเหตุแห่งความเจริญและความเสื่อม
ดังนั้น ทั้งที่ต้องการความเจริญกลับหลงไปทำเหตุแห่งความเสื่อมเข้า
เมื่อเป็นเช่นนี้จะเจริญได้อย่างไร 2.
การบูชาบุคคลผู้ควรบูชา เช่น พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูอาจารย์ จัดเป็นมงคล
แต่สัตว์ดิรัจฉานไม่ใช่สิ่งที่ควรบูชา การบูชาสัตว์ดิรัจฉานจึงไม่เป็นมงคล
แต่เป็นอัปมงคล เป็นความเสื่อมที่เห็นชัดๆ คือเสื่อมเสียศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
3. ผู้ที่บวงสรวงอ้อนวอนเทวดาให้ช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของตนควรจะทราบไว้บ้างว่า
เทวดาเพียงแค่พ้นทุกข์ชั่วคราวเพราะบุญเก่ากำลังให้ผล เมื่อหมดบุญก็ต้องผจญกับทุกข์อีก
เพราะยังไม่หมดกิเลสตัณหาซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อเทวดาเองยังตกอยู่ในห้วงทุกข์
ไฉนเลยจะเปลื้องทุกข์ผู้อื่นได้ 4.
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทุกคนย่อมรู้ดีว่า ผลสำเร็จย่อมเกิดจากการกระทำ
ไม่ใช่เกิดจากการอ้อนวอน ไม่ใช่เกิดจากโชคชะตา หรือเกิดเองลอยๆ
|
 |
 |
 |
 |
|