|
|
 |
 |
 |
 |
ในอดีตกาล
พระเจ้าพรหมทัต เสวยราชย์ในกรุงพาราณสี พระราชาทรงมีพระโอรสพระนามว่า
ทุฏฐกุมาร เป็นผู้มีสันดานดุร้าย หยาบคาย พระราชาและพระประยูรญาติทั้งหลาย
ไม่สามารถจะฝึกหัดอบรมเธอได้ วันหนึ่งมีดาบสองค์หนึ่งจาริกจากป่าหิมพานต์มากรุงพาราณสี
พระราชาทอดพระเนตรเห็นท่านแล้วทรงเลื่อมใส่ ทรงนิมนต์ให้อยู่ในพระอุทยาน
ทรงมอบหมายให้คนเฝ้าอุทยานคอยดูแลความเป็นอยู่แล้วเสด็จไปหาท่านทุกวัน
วันหนึ่ง
ท้าเธอทรงพาพระกุมารไปหาพระดาบส รับสั่งว่า กุมารนี้ดุร้ายหยาบคาย
พวกข้าพเจ้าไม่สามารถจะอบรมเธอได้ พระคุณเจ้าโปรดหาอุบายสักอย่างหนึ่งอบรมเธอให้ด้วยเถิด
รับสั่งแล้วเสด็จหลีกไป พระดาบสชวนพระกุมารเที่ยวไปในอุทยาน
เห็นหน่อต้นสะเดาต้นหนึ่ง มีใบเล็กๆ 2 ใบ จึงกล่าวกับพระกุมารว่า
เธอจงเคี้ยวกินใบของหน่อสะเดานั้นแล้วทราบรสไว้เถิด พระกุมารทรงเคี้ยวใบสะเดาใบหนึ่ง
เมื่อรู้รสแล้ว ทรงรีบถ่มทิ้งทันที พระดาบสกล่าวว่า
เป็นอย่างไรเล่า พระกุมารกราบเรียนว่า
ต้นไม้นี้เปรียบเสมือนยาพิษชนิดร้ายแรงในบัดนี้ ถ้าเจริญเติบโตขึ้นคงฆ่ามนุษย์เสียเป็นอันมาก
รับสั่งแล้วถอนหน่อสะเดานั้นแล้วขยี้จนแหลกด้วยพระหัตถ์ พระดาบสกล่าวว่า
เธอกล่าวถึงหน่อสะเดานี้ว่า แม้ต้นจะเล็กยังขมถึงเพียงนี้ โตขึ้นจักขมเพียงใด
อาศัยมันแล้วจะมีความเจริญมาแต่ไหน แล้วถอนขยี้ทิ้งไป เธอปฏิบัติในหน่อสะเดานี้ฉันใด
แม้ชาวแว่นแคว้นของเธอก็ฉันนั้น จักพากันกล่าวว่า พระกุมารนี้ยังเด็กอยู่ยังดุร้ายหยาบคายอย่างนี้
เมื่อเจริญวัยครองราชสมบัติแล้วจักทำอย่างไร ที่ไหนพวกเราจักอาศัยเธอพากันจำเริญได้
แล้วไม่ยอมถวายราชสมบัติถอดถอนเธอเสียเหมือนหน่อสะเดาแล้วขับไล่ไปจากแว่นแคว้น
เพราะฉะนั้น เธอจงละความดุร้ายหยาบคายถึงพร้อมด้วยความอดทน ความเมตตา
และความเอื้อเฟื้อเถิด จำเดิมแต่นั้น
พระกุมารก็เลิกพยศ สมบูรณ์ด้วยความอดทน ความเมตตา และความเอื้อเฟื้อ
ดำรงอยู่ในโอวาทของพระดาบส ครั้นพระชนกล่วงลับไปแล้ว ก็ได้ครองราชสมบัติ
นิทานเรื่องนี้
(เอกปัณณชาดก) เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า คนที่ดุร้ายหยาบคายชอบข่มเหงรังแกคนอื่น
ย่อมไม่เป็นที่รักที่ชอบใจแม้ของพ่อแม่พี่น้องของเขา แม้ของบุตรภรรยาหรือสามีของเขา
แม้ของญาติมิตรของเขา ดังนั้น จึงไม่ต้องกล่าวถึงคนอื่นเลย
แม้คนดีๆ
เมื่อถูกความโกรธครอบงำแล้ว ก็กลายเป็นคนที่ดุร้ายน่าหวาดหวั่นเหมือนอสรพิษที่กำลังเลื้อยมากัดคน
เหมือนโจรที่มุ่งแต่จะปล้นฆ่าผู้อื่น เหมือนยักษ์มารที่ดุร้ายกินคน
ควรหรือที่เราจะปล่อยตัวปล่อยใจให้ความโกรธครอบงำแล้วทำตนให้ต่ำ
เป็นที่น่ารังเกียจของคนอื่นๆ ถึงเพียงนั้น เกิดเป็นมนุษย์ดีๆ
แล้วไม่ชอบใจไม่พอใจ กลับไปชอบทำตัวต่ำ เป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง
เป็นโจรบ้าง เป็นยักษ์มารบ้าง กล้าประพฤติสิ่งที่น่าละอายได้อย่างหน้าตาเฉยไม่ละอาย
ทำลายความเป็นมนุษย์ของตนให้หมดไป ด้วยการปล่อยตัวให้เป็นทาสของความโกรธ
ทุกชีวิตต้องผจญกับความทุกข์สารพัด
ลำพังแต่คมหนาว ร้อน หิว กระหาย แก่ เจ็บ ตาย เพียงแค่นี้ก็ทำให้ทุกข์ยากจนสุดจะทนอยู่แล้ว
จึงไม่ควรเบียดเบียนเข่นฆ่ากัน เพิ่มทุกข์ให้แก่กันอีก แต่ควรช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในการดับทุกข์
โลกนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนักเหมือนฟ้าแลบแวบเดียวก็หายไป เหมือนอารมณ์ที่ฝันเห็น
ตื่นขึ้นแล้วก็ดับไป เหมือนปู่ย่าตายายที่เคยมีชีวิตอยู่ บัดนี้ล้มหายตายจากไปแล้ว
ตัวเราและบุคคลที่เราโกรธก็เช่นกัน ไม่นานก็ต้องละโลกนี้ไป จึงไร้ประโยชน์ที่มัวมาแก่งแย่งชิงดีกันโกรธเคืองกัน
เมื่อมองในฐานะเพื่อนร่วมชะตากรรม
ร่วมแก่เจ็บตายด้วยกัน หรือมองให้ซึ้งถึงความไม่เที่ยงของชีวิต
ก็จะช่วยให้คลายความโกรธลงได้ |
 |
 |
 |
 |
|