|
|
 |
 |
 |
 |
เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในนครสาวัตถี มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่งไปพระวิหารเชตวัน
สดับพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดามีจิตเลื่อมใส เห็นโทษของกามและอานิสงส์ของการออกจากกามจึงบวชอุปสมบทได้
5 พรรษา ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนารับพระกรรมฐานที่จิตของตนชอบในสำนักของพระศาสดา
เข้าไปจำพรรษาในป่าแห่งหนึ่ง พยายามอยู่ตลอดไตรมาส ไม่อาจทำสักว่าโอภาสหรือนิมิตให้เกิดขึ้น
ภิกษุนั้นได้มีความคิดว่า เราเห็นจะไม่ได้มรรคผลในชาตินี้ ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ป่า
เราจักไปยังสำนักของพระศาสดา และดูพระรูปอันงามยิ่งของพระพุทธเจ้า
ฟังพระธรรมเทศนาอันไพเราะจะดีกว่า คิดแล้วก็กลับมายังพระวิหารเชตวัน
พวกภิกษุที่เป็นสหายได้ถามภิกษุนั้นว่า ท่านเรียนกรรมฐานในสำนักพระศาสดา
แล้วไปด้วยความหวังว่า จักกระทำสมณธรรม แต่บัดนี้มาเที่ยวเล่นเสียกิจแห่งบรรพชิตของท่านถึงที่สุดแล้วหรือ
ภิกษุนั้นกล่าวว่า เรายังไม่ได้บรรลุมรรคผล จึงคิดว่าเราน่าจะเป็นอภัพบุคคล
จึงได้สละความเพียรแล้วมาเสีย
พวกภิกษุกล่าวว่า ท่านบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรมั่น
แล้วละความเพียรเสีย กระทำสิ่งอันมิใช่เหตุ มาเถิดท่าน พวกเราจักแสดงท่านแด่พระศาสดา
พวกภิกษุได้พาภิกษุนั้นไปเฝ้าพระศาสดาแล้วกราบทูลเรื่องให้ทรงทราบ
พระศาสดาตรัสกับภิกษุนั้นว่า
ได้ยินว่าเธอละความเพียรจริงหรือ ภิกษุนั้นกราบทูลว่า
จิรงพระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้
ทำไมจึงไม่ให้เขารู้จักตนอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อย เป็นผู้สันโดษ
เป็นผู้สงัด เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง หรือเป็นผู้ปรารภความเพียร กลับให้เขารู้จักว่า
เป็นภิกษุผู้ละความเพียรเมื่อครั้งก่อนเธอได้เป็นผู้มีความเพียรมิใช่หรือ
เมื่อเกวียน 500 เล่ม ไปในทางกันดารเห็นทะเลทราย พวกมนุษย์และโคทั้งหลายได้ดื่มน้ำมีความสุขเพราะอาศัยความเพียรซึ่งเธอผู้เดียวกระทำ
เพราะเหตุไร บัดนี้ เธอจึงละความเพียรเสีย
ภิกษุนั้นฟังพระโอวาทนี้แล้วก็เกิดกำลังใจขึ้น ฝ่ายภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสนั้น
จึงอ้อนวอนให้พระศาสดาตรัสเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นให้ฟัง พระศาสดาตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟัง
ความว่า ในอดีตกาล
เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์
(ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน
เมื่อเจริญวัยแล้วเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน ทำการค้าขายด้วยเกวียน
500 เล่ม
ครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เดินทางไปในทะเลทรายแห่งหนึ่ง ระยะทางประมาณ
60 โยชน์ ในทางอันกันดารนั้น ทรายละเอียดกำมือไว้ยังติดอยู่ในมือตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น
มีแต่ความร้อนเหมือนกองถ่านเพลิง ไม่อาจข้ามไปได้ เพราะฉะนั้น
พระโพธิสัตว์จึงเอาเกวียนบรรทุกฟืน น้ำ น้ำมัน และข้าวสาร เป็นต้น
เดินทางเฉพาะเวลากลางคืน ในเวลาอรุณขึ้นกระทำเกวียนให้เป็นวงแล้วให้ทำปะรำไว้เบื้องบน
ทำกิจในเรื่องอาหารให้เสร็จแต่เช้าตรู่ แล้วนั่งในร่มเงาจนหมดวัน
เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว บริโภคอาหารเย็น เมื่อพื้นดินเกิดความเย็น
จึงเทียมเกวียนเดินทางไปตามเส้นทางที่คนนำทางชี้แนะ โดยวิธีนี้ขบวนเกวียนจึงเดินทางไปได้
59 โยชน์ เหลือเวลาอีกเพียงราตรีเดียวก็จะพ้นทะเลทราย เมื่อเวลาเย็นก็บริโภคอาหารใช้ฟืนและน้ำจนหมด
แล้วเทียมเกวียนออกเดินทางต่อไป ฝ่ายคนนำทางนั่งอยู่บนอาสนะในเกวียนเล่มแรก
นอนดูดาวในท้องฟ้า ร้องสั่งให้ขับเกวียนไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง
คนนำทางนั้นเหน็ดมากเพราะไม่ได้พักผ่อนมาเป็นเวลายาวนาน จึงเผลอหลับไป
เมื่อโคหวนกลับ เข้าเส้นทางที่มาเดินก็ไม่รู้สึก โคทั้งหลายเดินทางไปตลอดคืนยันรุ่ง
คนนำทางตื่นขึ้นในเวลาอรุณขึ้น มองดูดาวนักษัตรแล้วร้องสั่งให้กลับเกวียนเรียบร้อยแล้ว
อรุณก็ขึ้นไปแล้ว
พวกชาวเกวียนพากันร้องกล่าวว่า นี่เป็นที่พวกเราตั้งค่ายอยู่เมื่อวานนี้
แม้ฟื้นและน้ำของพวกเราก็หมดแล้ว บัดนี้พวกเราฉิบหายแล้ว จากนั้นก็ปลดเกวียนพักไว้เป็นรูปวงกลม
แล้วนำปะรำไว้เบองบน นอนเศร้าโศกอยู่ภายใต้เกวียนของตน
พระโพธิสัตว์คิดว่า เมื่อเราละความเพียรเสีย คนทั้งหมดจักพากันฉิบหาย
จึงเดินสำรวจดูไปในที่ต่างๆ เห็นกอหญ้าแพรกกอหนึ่ง จึงคิดว่าหญ้าเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะความเย็นของน้ำข้างล่าง
จึงให้คนถือจอบมา ให้ขุดลงยังที่นั้น คนเหล่านั้นขุดลึกลงไปได้
60 ศอก จอบกระทบกับหินข้างล่าง พอจอบกระทบหิน คนทั้งปวงก็พากันละความเพียรเสีย
ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ภายใต้หินนี้จะพึงมีน้ำจึงลงไปยืนที่พื้นหิน
ก้มลงเงี่ยหูฟังเสียง ได้ยินเสียงน้ำเบื้องล่างจึงขึ้นมาบอกกับคนรับใช้ว่า
ดูก่อนพ่อ เมื่อเธอละความเพียรเสีย พวกเราจักฉิบหาย เธออย่าละความเพียร
จงถือเอาค้อนเหล็กนี้ลงไปยังหลุม ทุบที่หินนี้ คนรับใช้รับคำของพระโพธิสัตว์
ลงไปยืนที่หิน เอาค้อนทุบหินโดยแรง หินแตกเป็น 2 ซีก เกลียวน้ำเท่าลำตาลได้พุ่งขึ้นมา
คนทั้งปวงพากันดื่มกินแล้วอาบ ผ่าเพลาและแอกบางส่วนเพื่อใช้เป็นฟืนหุงข้าวและทำอาหาร
เมื่ออาทิตย์อัสดง จึงผูกธงใกล้บ่อน้ำ แล้วพากันเดินทางไปจนถึงจุดหมาย
คนเหล่านั้นขายสินค้าในที่นั้นได้กำไร 2 เท่าบ้าง 3 เท่าบ้าง จากนั้นก็กลับไปยังที่อยู่ของตน
ในที่สุดแห่งชาดก
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เกียจคร้านเกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมย่อมอยู่เป็นทุกข์และทำประโยชน์ตนอันยิ่งใหญ่ให้เสื่อมไป
ส่วนบุคคลผู้ปรารภความเพียรสงัดจากอกุศลธรรมอันลามก ย่อมอยู่เป็นสุข
และทำประโยชน์ให้บริบูรณ์
พระศาสดาครั้นทรงแสดงธรรมให้ภิกษุนั้นเกิดกำลังใจ ปรารภความเพียรอย่างนี้แล้ว
จึงทรงแสดงอริยสัจ 4 ในเวลาจบอริยสัจ 4 ภิกษุผู้ละความเพียร ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต
(อรรถกถาวัณณุปถชาดก เอกนิบาตชาดก) |
 |
 |
 |
 |
|