เรื่องน่ารู้จากพระไตรปิฎก
คนสิ้นท่า
ขุดเรื่อยไป
การบูชายัญ
ชีพวายไม่คลายเพียร
ใครบ้ากันแน่
ลักษณะของความโกรธ
ลักษณะความเพียร
สาระว่าด้วยทาน
สิ้นสุดที่ความตาย
ปราบพยศ
พรหมทัตองค์ไหน
ขุดเรื่อยไป
 เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในนครสาวัตถี มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่งไปพระวิหารเชตวัน สดับพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดามีจิตเลื่อมใส เห็นโทษของกามและอานิสงส์ของการออกจากกามจึงบวชอุปสมบทได้ 5 พรรษา ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนารับพระกรรมฐานที่จิตของตนชอบในสำนักของพระศาสดา เข้าไปจำพรรษาในป่าแห่งหนึ่ง พยายามอยู่ตลอดไตรมาส ไม่อาจทำสักว่าโอภาสหรือนิมิตให้เกิดขึ้น
ภิกษุนั้นได้มีความคิดว่า เราเห็นจะไม่ได้มรรคผลในชาตินี้ ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ป่า เราจักไปยังสำนักของพระศาสดา และดูพระรูปอันงามยิ่งของพระพุทธเจ้า ฟังพระธรรมเทศนาอันไพเราะจะดีกว่า คิดแล้วก็กลับมายังพระวิหารเชตวัน
พวกภิกษุที่เป็นสหายได้ถามภิกษุนั้นว่า ท่านเรียนกรรมฐานในสำนักพระศาสดา แล้วไปด้วยความหวังว่า จักกระทำสมณธรรม แต่บัดนี้มาเที่ยวเล่นเสียกิจแห่งบรรพชิตของท่านถึงที่สุดแล้วหรือ
ภิกษุนั้นกล่าวว่า เรายังไม่ได้บรรลุมรรคผล จึงคิดว่าเราน่าจะเป็นอภัพบุคคล จึงได้สละความเพียรแล้วมาเสีย
พวกภิกษุกล่าวว่า ท่านบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรมั่น แล้วละความเพียรเสีย กระทำสิ่งอันมิใช่เหตุ มาเถิดท่าน พวกเราจักแสดงท่านแด่พระศาสดา
พวกภิกษุได้พาภิกษุนั้นไปเฝ้าพระศาสดาแล้วกราบทูลเรื่องให้ทรงทราบ
พระศาสดาตรัสกับภิกษุนั้นว่า ได้ยินว่าเธอละความเพียรจริงหรือ
ภิกษุนั้นกราบทูลว่า จิรงพระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ทำไมจึงไม่ให้เขารู้จักตนอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อย เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้สงัด เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง หรือเป็นผู้ปรารภความเพียร กลับให้เขารู้จักว่า เป็นภิกษุผู้ละความเพียรเมื่อครั้งก่อนเธอได้เป็นผู้มีความเพียรมิใช่หรือ เมื่อเกวียน 500 เล่ม ไปในทางกันดารเห็นทะเลทราย พวกมนุษย์และโคทั้งหลายได้ดื่มน้ำมีความสุขเพราะอาศัยความเพียรซึ่งเธอผู้เดียวกระทำ เพราะเหตุไร บัดนี้ เธอจึงละความเพียรเสีย
ภิกษุนั้นฟังพระโอวาทนี้แล้วก็เกิดกำลังใจขึ้น
ฝ่ายภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสนั้น จึงอ้อนวอนให้พระศาสดาตรัสเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นให้ฟัง พระศาสดาตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟัง ความว่า
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ (ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน เมื่อเจริญวัยแล้วเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน ทำการค้าขายด้วยเกวียน 500 เล่ม
ครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เดินทางไปในทะเลทรายแห่งหนึ่ง ระยะทางประมาณ 60 โยชน์ ในทางอันกันดารนั้น ทรายละเอียดกำมือไว้ยังติดอยู่ในมือตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น มีแต่ความร้อนเหมือนกองถ่านเพลิง ไม่อาจข้ามไปได้ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงเอาเกวียนบรรทุกฟืน น้ำ น้ำมัน และข้าวสาร เป็นต้น เดินทางเฉพาะเวลากลางคืน ในเวลาอรุณขึ้นกระทำเกวียนให้เป็นวงแล้วให้ทำปะรำไว้เบื้องบน ทำกิจในเรื่องอาหารให้เสร็จแต่เช้าตรู่ แล้วนั่งในร่มเงาจนหมดวัน เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว บริโภคอาหารเย็น เมื่อพื้นดินเกิดความเย็น จึงเทียมเกวียนเดินทางไปตามเส้นทางที่คนนำทางชี้แนะ โดยวิธีนี้ขบวนเกวียนจึงเดินทางไปได้ 59 โยชน์ เหลือเวลาอีกเพียงราตรีเดียวก็จะพ้นทะเลทราย เมื่อเวลาเย็นก็บริโภคอาหารใช้ฟืนและน้ำจนหมด แล้วเทียมเกวียนออกเดินทางต่อไป
ฝ่ายคนนำทางนั่งอยู่บนอาสนะในเกวียนเล่มแรก นอนดูดาวในท้องฟ้า ร้องสั่งให้ขับเกวียนไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง คนนำทางนั้นเหน็ดมากเพราะไม่ได้พักผ่อนมาเป็นเวลายาวนาน จึงเผลอหลับไป เมื่อโคหวนกลับ เข้าเส้นทางที่มาเดินก็ไม่รู้สึก โคทั้งหลายเดินทางไปตลอดคืนยันรุ่ง คนนำทางตื่นขึ้นในเวลาอรุณขึ้น มองดูดาวนักษัตรแล้วร้องสั่งให้กลับเกวียนเรียบร้อยแล้ว อรุณก็ขึ้นไปแล้ว
พวกชาวเกวียนพากันร้องกล่าวว่า นี่เป็นที่พวกเราตั้งค่ายอยู่เมื่อวานนี้ แม้ฟื้นและน้ำของพวกเราก็หมดแล้ว บัดนี้พวกเราฉิบหายแล้ว จากนั้นก็ปลดเกวียนพักไว้เป็นรูปวงกลม แล้วนำปะรำไว้เบองบน นอนเศร้าโศกอยู่ภายใต้เกวียนของตน
พระโพธิสัตว์คิดว่า เมื่อเราละความเพียรเสีย คนทั้งหมดจักพากันฉิบหาย จึงเดินสำรวจดูไปในที่ต่างๆ เห็นกอหญ้าแพรกกอหนึ่ง จึงคิดว่าหญ้าเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะความเย็นของน้ำข้างล่าง จึงให้คนถือจอบมา ให้ขุดลงยังที่นั้น คนเหล่านั้นขุดลึกลงไปได้ 60 ศอก จอบกระทบกับหินข้างล่าง พอจอบกระทบหิน คนทั้งปวงก็พากันละความเพียรเสีย ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ภายใต้หินนี้จะพึงมีน้ำจึงลงไปยืนที่พื้นหิน ก้มลงเงี่ยหูฟังเสียง ได้ยินเสียงน้ำเบื้องล่างจึงขึ้นมาบอกกับคนรับใช้ว่า ดูก่อนพ่อ เมื่อเธอละความเพียรเสีย พวกเราจักฉิบหาย เธออย่าละความเพียร จงถือเอาค้อนเหล็กนี้ลงไปยังหลุม ทุบที่หินนี้
คนรับใช้รับคำของพระโพธิสัตว์ ลงไปยืนที่หิน เอาค้อนทุบหินโดยแรง หินแตกเป็น 2 ซีก เกลียวน้ำเท่าลำตาลได้พุ่งขึ้นมา
คนทั้งปวงพากันดื่มกินแล้วอาบ ผ่าเพลาและแอกบางส่วนเพื่อใช้เป็นฟืนหุงข้าวและทำอาหาร เมื่ออาทิตย์อัสดง จึงผูกธงใกล้บ่อน้ำ แล้วพากันเดินทางไปจนถึงจุดหมาย คนเหล่านั้นขายสินค้าในที่นั้นได้กำไร 2 เท่าบ้าง 3 เท่าบ้าง จากนั้นก็กลับไปยังที่อยู่ของตน
ในที่สุดแห่งชาดก พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เกียจคร้านเกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมย่อมอยู่เป็นทุกข์และทำประโยชน์ตนอันยิ่งใหญ่ให้เสื่อมไป ส่วนบุคคลผู้ปรารภความเพียรสงัดจากอกุศลธรรมอันลามก ย่อมอยู่เป็นสุข และทำประโยชน์ให้บริบูรณ์
พระศาสดาครั้นทรงแสดงธรรมให้ภิกษุนั้นเกิดกำลังใจ ปรารภความเพียรอย่างนี้แล้ว จึงทรงแสดงอริยสัจ 4 ในเวลาจบอริยสัจ 4 ภิกษุผู้ละความเพียร ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต
(อรรถกถาวัณณุปถชาดก เอกนิบาตชาดก)



บริษัท การพิมพ์บางกอก จำกัด 533/9 ถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2245-1771, 0-2245-2546, 0-2247-3412-4 Fax : 0-2642-4598 Emil : info@bangkokmag.com
เว็บนี้จะแสดงผลได้ดีเมื่อดูที่ 1024 X 768 pixels